แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - billcudror1122

หน้า: [1] 2
1

สมุนไพรเมื่อย
ปวดเมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อยล้า (จังหวัดตราด) ม่วย (เชียงราย อุบลราชธานี) มะม่วย (เชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ โดดเดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมาก แต่ว่ากว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบแข็งหนา หรือ ออกจะดก เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และก็เพศเมีย ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างราวๆ 0.4 ซม. ยาวราวๆ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีราว 20 ดอก ช่อดอกเพศเมีย แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ถือว่าสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. เจอในทุกภาคของประเทศ เว้นเสียแต่ภาคกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินแก้พิษบางจำพวก และก็แก้ไข้ไข้มาลาเรีย

2

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง เป็นอย่างไร ความดันโลหิตสูง ความดันเลือดเป็นแรงกดดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การประเมินความดันเลือดสามารถทำโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลายชนิด แม้กระนั้นชนิดที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วๆไป ตัวอย่างเช่น เครื่องตวงความดันโลหิตมาตรฐานจำพวกปรอท เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือด ขณะหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท

    ด้วยเหตุนี้โรคความดันเลือดสูง ก็เลยหมายความว่าโรคหรือภาวการณ์ที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นยิ่งกว่าค่ามาตรฐานสังกัดกรรมวิธีการวัด โดยหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) รวมทั้ง/หรือความดันเลือดตัวข้างล่างสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ว่าถ้าหากเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มม.ปรอทรวมทั้ง/หรือความดันโลหิตตัวด้านล่างสูงยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 85 มิลลิเมตรปรอทเป็นต้น ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน รวมทั้งเจอเจ็บไข้ราย ใหม่เพิ่มเกือบจะ 1 แสนคน ร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเพราะเหตุว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยไข้แล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีพฤติกรรมน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในมูลเหตุสำคัญ ที่ทำให้ราษฎรอายุสั้น ทั่วทั้งโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 เจอในวัย คนแก่รวมทั้งคาดว่า ในปีพุทธศักราช2568 มวลชนวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • ต้นเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงจำแนกประเภทตามสาเหตุการเกิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้โดยประมาณร้อยละ95 ของจำนวนผู้ใหญ่โรคความดันเลือดสูงทั้งผองโดยมากเจอในผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไปและก็พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่เคยรู้สาเหตุที่กระจ่างแจ้งแม้กระนั้นอย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการวัดแล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง ของสหรัฐฯ พบว่ามีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง อย่างเช่น กรรมพันธุ์ความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดแจงไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์การสูบยาสูบความตึงเครียดอายุและก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงประเภทไม่ทราบต้นเหตุนี้เป็นปัญหาสำคัญที่จำต้องให้การวินิจฉัยรักษารวมทั้งควบคุมโรคให้ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ความดันเลือดสูงประเภทรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวปริมาณร้อยละ5-10 ส่วนใหญ่มีสาเหตุมีต้นเหตุที่เกิดจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายโดยจะมีผลกระตุ้นให้เกิดแรงดันเลือดสูงจำนวนมาก อาจเกิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความไม่ปกติของระบบประสาทความแตกต่างจากปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคท้องเป็นพิษการเจ็บของหัวยา และก็สารเคมีฯลฯ ฉะนั้นเมื่อได้รับการดูแลและรักษาที่มูลเหตุระดับความดันโลหิตจะลดน้อยลงเป็นปกติแล้วก็สามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุนั้นจึงสรุปได้ว่า โรคความดันโลหิตสูงโดยมากจะไม่มีต้นเหตุ การควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดิบได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และก็การเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และเส้นเลือดลงได้

  • อาการโรคความดันเลือดสูง ความสำคัญของโรคความดันเลือดสูงเป็น เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (ถ้าหากไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แต่ว่ามักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านก็เลยเรียกโรคความดันเลือดสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันเลือดสูง เป็นอาการจากผลกระทบ ดังเช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคเส้นเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อาทิเช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ อาทิเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการแล้วก็อาการแสดงที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงบางส่วนหรือปานกลางไม่พบอาการแสดงเฉพาะเจาะจงที่ชี้ว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงจำนวนมาก การวินิจฉัยมักพบได้จากการที่คนเจ็บมาตรวจตามนัดหรือพบได้มากร่วมกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันโลหิตสูง สำหรับคนเจ็บที่มีระดับความดันเลือดสูงมากหรือสูงในระดับรุนแรงรวมทั้งเป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่บ่อยนักไหมได้รับการดูแลและรักษาที่ถูกเหมาะสมมักพบมีลักษณะอาการ ดังนี้

  • ปวดศีรษะพบบ่อยในผู้ป่วยที่หรูหราความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะอาการปวดหัวมักปวด ที่บริเวณท้ายทอยโดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาตื่นนอนในตอนเวลาเช้าถัดมาอาการจะเบาๆดีขึ้นกระทั่งหายไปเองภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงรวมทั้งอาจเจอมีลักษณะอ้วกอาเจียนตาพร่ามัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดศีรษะเกิด จากมีการเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนช่วงเวลาหลังตื่นนอนเนื่องจากในค่ำคืนขณะที่กำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น ก็เลยทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากเพิ่มขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนศีรษะ (dizziness) เจอกำเนิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบมิได้แสดงถึงการมีสภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจเจอร่วมเป็นต้นว่าอาการเจ็บทรวงอกชมรมกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


โดยเหตุนี้ถ้าเกิดมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายส่งผลให้เกิดความเสื่อมภาวะถูกทำลายและอาจเกิดภาวะสอดแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูง ในคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางรายบางทีอาจไม่พบมีอาการหรืออาการแสดงอะไรก็ตามรวมทั้งบางรายอาจ เจออาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะหนาตัวและแข็งตัวด้านในเส้นเลือดตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงและก็ขาดเลือดไปเลี้ยง นำมาซึ่งสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งคราวคนป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


ยิ่งกว่านั้นยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนเจ็บจะมีลักษณะไม่ปกติของระบบประสาทการรับทราบความทรงจำต่ำลงและบางทีอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุการตายถึงร้อยละ50 และก็มีผลทำให้ผู้ที่รอดตายเกิดความพิกลพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะมีผลทา ให้ผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหนาตัวขึ้นจำนวนเลือดเลี้ยงหัวใจลดน้อยลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต้านแรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงที่มากขึ้นโดยเหตุนี้ ในระยะเริ่มต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับนิสัยจากสภาวะความดันเลือดสูงโดยหัวใจบีบตัวมากขึ้น เพื่อให้สามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความดกของฝาผนังหัวใจห้องล่างซ้ายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลและรักษาและก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะมีผลให้รูปแบบการทำงานของหัวใจไม่มี
ความสามารถเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวแล้วก็เสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหนาตัวและก็แข็งตัวขึ้น หลอดเลือดตีบแคบลงส่งผลให้เส้นเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลงและทา ให้มีการคั่งของเสียไตย่อยสลาย และอับอายขายขี้หน้าที่เกิดภาวการณ์ไตวายแล้วก็ได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนรู้พบว่าคนเจ็บโรคความดันเลือดสูงราวๆร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยสภาวะไตวาย
  • ตา คนป่วยที่มีภาวะความดันเลือดสูงรุนแรงและก็เรื้อรังจะก่อให้มีผลต่อความเคลื่อนไหวของฝาผนังเส้นเลือดที่ตาดกตัวขึ้นมีแรงกดดัน ในเส้นเลือดสูงขึ้นมีการเปลี่ยนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงเส้นเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่เรตินาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นลดน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวและได้โอกาสตาบอดได้
  • เส้นโลหิตในร่างกาย ความดันเลือดสูงจากแรงต่อต้านหลอดเลือดส่วนปลายเพิ่มขึ้นฝาผนังหลอดเลือดดกตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นหรืออาจเป็นเพราะเนื่องจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นเลือดแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของผนังหลอดเลือดครึ้มแล้วก็ตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตและก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะดังที่กล่าวผ่านมาแล้วตามมาไดแก้โรคหัวใจและก็
หลอดเลือดโรคเส้นเลือดสมองรวมทั้งไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคความดันเลือด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคความดันเลือดสูง เช่น กรรมพันธุ์ จังหวะมีความดันโลหิตสูง จะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โรคเบาหวาน เพราะว่าส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นเลือดต่างๆและหลอดเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เพราะเหตุว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน แล้วก็โรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง เพราะเหตุว่าจะส่งผลถึงการผลิตเอ็นไซม์แล้วก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังกล่าวข้างต้นแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) สูบบุหรี่ เพราะเหตุว่าสารพิษในควันจากบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดการอักเสบ ลีบของเส้นโลหิตต่าง รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ การติดสุรา ซึ่งยังไม่รู้เด่นชัดถึงกลไกว่าเพราะอะไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แต่ว่าการศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า ผู้ที่ติดสุรา จะทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ รวมทั้งมีโอกาสเป็นโรคความดันเลือดสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมดทั้งปวง ทานอาหารเค็มเป็นประจำ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการออกกำลังกาย ด้วยเหตุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวาน ผลกระทบจากยาบางจำพวก อาทิเช่น ยาในกรุ๊ปสเตียรอยด์
  • วิธีการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวิเคราะห์โรคความดันเลือดสูง โรคความดันเลือดสูงวิเคราะห์จากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน แม้กระนั้นถ้าหากตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวด้านล่างสูงยิ่งกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดธรรมดาของการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วก็จำต้องรีบได้รับการรักษา แพทย์วินิจฉัยโรค   ความดันโลหิตสูงได้จาก ความเป็นมาอาการ ความเป็นมาป่วยไข้ในอดีตและปัจจุบันนี้ เรื่องราวรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าเกิดมีอุปกรณ์ เพราะว่าบางครั้งบางคราวค่าที่วัดถึงที่กะไว้โรงหมอสูงขึ้นยิ่งกว่าค่าที่วัดพอดีบ้าน) เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรจะตรวจร่างกาย และก็ส่งตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาต้นสายปลายเหตุ หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ยิ่งกว่านั้น จำเป็นที่จะต้องตรวจค้นผลกระทบของความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆเช่น หัวใจ ตา แล้วก็ไต ยกตัวอย่างเช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลแล้วก็ไขมันในเลือด มองรูปแบบการทำงานของไต รวมทั้งค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูรูปแบบการทำงานของหัวใจ และเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมอีกต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการคนป่วย และดุลยพินิจของหมอแค่นั้น
สัมพันธ์ความดันเลือดสูงที่ประเทศไทย ได้แบ่งระดับความร้ายแรงของความดันเลือดสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันเลือดสูงควรควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทแล้วก็ใน คนที่มีภาวการณ์เสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำยิ่งกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท แล้วก็ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคหัวใจรวมทั้งเส้นเลือดคุ้มครองความพิการรวมทั้งลดการเกิดสภาวะแทรกฝึกต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายยกตัวอย่างเช่นสมองหัวใจไตแล้วก็ตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับเพื่อการรักษาแล้วก็ควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมี 2 วิธีคือการรักษาใช้ยาและการดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกรรมวิธีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิต
การรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) จุดหมายในการลดระดับความดันเลือดโดยการใช้ยาเป็นการควบคุมระดับความดันเลือดให้ลดน้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต่อต้านของหลอดเลือดส่วนปลายและก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของคนเจ็บแต่ละรายและก็ควรจะใคร่ครวญต้นสายปลายเหตุต่างๆได้แก่ความร้ายแรงของระดับความดันเลือดปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาภาวการณ์ความดันเลือดสูงสามารถแบ่งได้เป็น 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับเยี่ยว  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีการทำงานของไตรวมทั้งหัวใจแตกต่างจากปกติ ยากลุ่มนี้อาทิเช่น ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมทลาโซน (metolazone)
ยาต้านทานเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่ศีรษะหัวใจรวมทั้งเส้นเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิว่ากล่าวกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงและความดันเลือดลดลง ยาในกลุ่มนี้ เช่น โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะครั้งโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ขัดขวางตัวรับแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ ได้แก่ แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต่อต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยั้งการเคลื่อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจจะก่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ได้แก่ ยาเวอราขว้างไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิป่ายปีน (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต้านทานโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) แล้วก็ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้เป็นต้นว่า พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้อย่างเช่นอีท้องนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายหลอดเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่บริเวณเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวรวมทั้งยาต้านทางในผนังเส้นโลหิตส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำนงชีพ (lifestylemodification)  เป็นการกระทำสุขภาพที่จำเป็นต้องปฏิบัติเสมอๆเป็นประจำเพื่อลดความดันเลือด และก็คุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงทุกราย ควรจะได้รับคำเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาด้วยยา คนเจ็บต้องมีความประพฤติปฏิบัติช่วยเหลือสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนี้ การควบคุมของกินและก็ควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดของกินที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดสูบบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ภาวะแรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุนี้โรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค
  • การลดความอ้วนในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นต้นควรลดน้ำหนัก อย่างต่ำ 5 โล ในคนเจ็บความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในอาหาร ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในผู้หญิง


จากการเรียนของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันเลือดสูงเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นของกินที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ แล้วก็สินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
ออกกำลังกาย การบริหารร่างกายสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน) คือ การบริหารร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในตอนช่วงเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกสิเจนสำหรับเพื่อการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นโลหิต ได้แก่ เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นรถจักรยาน เป็นต้น ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกวี่วัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที หากไม่มีสิ่งที่ไม่อนุญาต
                บริหารผ่อนคลายความเครียด การจัดการคลายเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลรวมทั้งหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พยายามเลี่ยงสถานะการณ์หรือสภาพที่จะกระตุ้นให้เกิดความเคร่งเครียดมาก
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตน ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
รับประทานยาและก็รับการรักษาตลอด กินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา รวมทั้งพบแพทย์ตามนัดทุกหน ไม่สมควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนเจ็บที่ทานยาขับปัสสาวะ ควรจะกินส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อชดเชยโปตัสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบพบหมอด้านใน 1 วัน หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังต่อไปนี้  ปวดหัวมากมาย อ่อนล้าอย่างมากกว่าธรรมดามากมาย เท้าบวม (ลักษณะของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคเส้นโลหิตหัวใจ ซึ่งจำเป็นต้องพบหมอฉุกเฉิน) แขน โคนขาแรง กล่าวไม่ชัด ปากเบี้ยว อาเจียน อ้วก (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องเจอแพทย์รีบด่วน)

  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคความดันเลือดสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประเด็นการรับประทาน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              กินอาหารที่มีสาระ ครบ 5 กลุ่ม ในปริมาณที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารประเภทไม่หวานมากมายให้มากมายๆ
-              บริหารร่างกาย โดยออกยาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกดูเหมือนจะทุกวัน
-              ลดจำนวนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักผ่อนให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี ต่อไปตรวจสุขภาพบ่อยมากตามแพทย์ แล้วก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดของกินเค็ม หรือเกลือ น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารพวกผัก และผลไม้เยอะขึ้น
คำแนะนำสำหรับเพื่อการลดการบริโภคเกลือรวมทั้งโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนแนวทางในการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดองและก็อาหารสำเร็จรูป
หากจำเป็นต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรอ่านฉลากของกินทุกหน แล้วก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับราษฎรทั่วๆไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้เตรียมอาหารให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือและเครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศรวมทั้งสมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ เป็นต้นว่า หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหยี แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรสต่างๆได้แก่ ซอส  ซีอิ๊วขาวแล้วก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองอาหารก่อนกิน ฝึกฝนการทานอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหา

3

สมุนไพรสบู่ดำ
สบู่ดำ Jatropha curcas Linn.
บางถิ่นเรียก สบู่ดำ สบู่มัน สลอดดำ สลอดป่า สลอดใหญ่ สี่หลอด (กลาง) พมักเยา มะเยา มะหัว มะหุ่งฮั้ว มะโห่ง หงเทก (เหนือ).
ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวปนเทา เปลือกเรียบ หมดจด. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปออกจะกลม หรือ ไข่ป้อมๆกว้าง 7-11 เซนติเมตร ยาว 7-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลม  ขอบใบเรียบ หรือ มีรอยหยัก 3-5 หยัก ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบออกจากจุดเดียวกันที่โคนใบ 5-7 เส้น ตามเส้นใบมีขนอ่อนปกคลุม ก้านใบยาว 6-18 ซม. ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อที่ยอด และก็ตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกยาว 6-10 ซม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ ยาว 4-5 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านในหลอดมีขน เกสรผู้ 10 อันเรียงเป็น 2 วงๆละ 5 อัน อับเรณูตั้งชัน. ดอกเพศเมีย กลีบดอกไม้ไม่ชิดกัน รังไข่ และก็ท่อรังไข่เกลี้ยง บางเวลาก็มีเกสรผู้ฝ่อ 5 อัน; ด้านในรังไข่มี 2-4 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล กลม เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 2.5 ซม. แก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 2 กลีบ. เมล็ด รูปกลมรี สีดำ ผิวเกลี้ยง.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันทั่วไปเป็นรั้วบ้าน.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากกินเป็นยาแก้ท้องเสีย ทำให้อ้วก ระบาย รวมทั้งใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ ต้น น้ำยางต้นสดใช้เป็นยาห้ามเลือด ออกฤทธิ์เหมือนสารชนิด collodion ใช้เฉพาะที่ สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร รวมทั้งแก้โรคผิวหนังบางจำพวก แขนงทุบใช้แปรงฟันแก้เหงือกบวมอักเสบ ใบ ยาชงกินแก้ไอ ส่วนน้ำสุกใบกินเป็นยาฟอกโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องเดิน ลดไข้ แก้ไอ อมบ้วนปากช่วยให้เหงือกแข็งแรง ทาแก้คัน รวมทั้งทาด้านนอกช่วยขับนม น้ำคั้นใบใช้ทาท้องเด็กแก้ธาตุพิการ หรือ ใช้ทาเช็ดนวดแก้เมื่อยกล้ามเนื้อ ทาแผลเรื้อรัง ทาฝี ลดอาการอักเสบ ผลรวมทั้งเมล็ด ผลกินเป็นยาถ่ายพยาธิ แก้บิด ท้องเดิน รวมทั้งแก้อาการอยากกินน้ำ ส่วนเมล็ดเป็นพิษมากมาย มีคุณสมบัติเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์กัดทำลาย ใช้ทางยาเป็นยาถ่าย โดยกินเมล็ดที่กะเทาะเปลือกออกแล้วนำมาปิ้งไฟเล็กน้อย จำนวน 3-5 เม็ด สกัดได้น้ำมันครึ่งระเหย กินเป็นยาถ่ายอย่างแรง ทำให้คลื่นไส้ แก้น้ำเหลืองเสีย ตับอักเสบทาเฉพาะที่แก้คัน บวมแดง รวมทั้งน้ำมันนวดที่จัดแจงขึ้นจากน้ำมันเม็ด 1 ส่วน ผสมกับ Bland oil 3 ส่วน ใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ แก้คัน แก้เมื่อย และทาบาดแผลเล็กๆน้อยๆ

4

สมุนไพรฮอมคำ
ฮอมคำ Dichroa febrifuga Lour.
บางถิ่นเรียกว่า ฮอมคำ ฮอมป่าดง (ภาคเหนือ) คุณยายบ้าใหญ่ (นครศรีธรรมราช)
    ไม้พุ่ม สูง 1.5-2.5 ม. ไม่มีหูใบ ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรี ปนขอบขนาน รูปหอก หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 2.5-12.5 เซนติเมตร ยาว 7.5-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจะ เนื้อใบบาง สีเขียวเข้ม ด้านบนมีขนกระจาย ด้านล่างตามเส้นใบมีขนละเอียด เส้นใบมี 7-8 คู่ เล็กแล้วก็โค้ง ก้านใบเล็ก ยาว 1.5-6 เซนติเมตร ชอบเจือสีน้ำเงินเรื่อๆดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ที่ง่ามใบใกล้ยอด เป็นช่อแบบกระจัดกระจาย ยาว 4-15 เซนติเมตร มีขน ก้านดอกยาว 3-8 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงโคนชิดกันเป็นหลอดยาว 2.5-4 มิลลิเมตร เกลี้ยง หรือ มีขนห่างๆปลายแยกเป็นกลีบเล็กๆ5-7 กลีบ มีขนาดเล็กและสั้นกว่า [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบดอกไม้มาก กลีบดอกรูปขอบขนาน มี 5-7 กลีบ ปลายแหลม หรือมน สีฟ้าอ่อนถึงสีน้ำเงินเข้ม ยาว 6-10 มม. หมดจด เกสรเพศผู้มี 10-12 อัน สีน้ำเงิน ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 3-5 แฉก รังไข่มี 3-5 ช่อง ผล เป็นประเภทผลสด เนื้อนุ่ม สีน้ำเงิน เม็ดรูปไข่กลับ ขนาดเล็ก มีเยอะมากๆ

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นบนภูเขา สูง 1,800 มัธยม ขึ้นไป
คุณประโยชน์ : ราก รวมทั้ง ยอดอ่อน ต้มน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ ทำให้อาเจียน แล้วก็บำรุงร่างกาย เมื่อกินน้ำยางจากใบแล้วก็รากสดจะก่อให้คลื่นไส้ แต่ถ้ารับประทานกับเหล้าไวน์ หรือ ต้มนิดหน่อย ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน น้ำสุกราก กินแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ต้น ยาต้มเปลือกต้นและยอดอ่อน รับประทานเป็นยาลดไข้

5

สมุนไพรโหระพา
โหระพา Ociumum basilicum L.
บางถิ่นเรียก โหระพา (ทั่วไป) ห่อกวยดวงไม่ดี ห่อวอซุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิวขาว (งู-แม่ฮ่องสอน)
ไม้ล้มลุก สูง 30-100 ซม. ทุกส่วนมีกลิ่นหอมหวน ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นแล้วก็กิ่งเป็นสี่เหลี่ยมมนๆสีม่วง หรือเขียวอมม่วง สะอาด หรือเมื่อยังอ่อนอยู่มีขน ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรี กว้าง 1.2-3 เซนติเมตร ยาว 3-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบของใบเรียบ หรือบางทีก็อาจจะหยักแบบฟันเลื่อยห่างๆหมดจดหรือมีขน ก้านใบยาว 1-3 ซม. สมุนไพร  ดอก สีขาวอมม่วง ออกเป็นช่อกระจะที่ยอด ยาว 5-25 ซม. ริ้วแต่งแต้มรูปไข่หรือรูปไข่ปนรูปใบหอก ยาว 9-10 มม. ก้านดอกย่อยยาว 5-7 มม. กลีบเลี้ยงยาว ราว 4 มม. (เมื่อสำเร็จยาว 5-6 มิลลิเมตร) เชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็นปาก ปากบนแบนใหญ่ รูปค่อนข้างจะกลม มีส่วนแผ่ขยายออกไปคล้ายปีกที่โคน ปากข้างล่างยาวกว่าปากบน มีหยักแหลม 4 หยัก กลาง 2 หยักยาวแหลม มีขนทั้งยังด้านนอกและก็ข้างใน กลีบดอกยาว 7-12 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นปาก ปากบนมีหยักมนๆ4 หยัก ขนาดไล่เลี่ยกัน มีขนสีขาว ปากด้านล่างยาวกว่าปากบน ขอบเรียบ กึ่งกลางเว้าเป็นแอ่งบางส่วน ข้างนอกมีขนสีขาว เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่บนยาวกว่าคู่ด้านล่าง ติดอยู่ที่หลอดดอกใกล้โคนดอก บริเวณใกล้โคนก้านเกสรคู่บนมีติ่ง ที่ติ่งมีขน เกสรคู่ข้างล่างติดอยู่ใกล้ปากหลอดดอก ไม่มีติ่ง อับเรณูมี 2 พู เชื่อมต่อกัน ก้านเกสรเพศเมียสีขาวอมม่วง ปลายแยกเป็น 2 แฉก ผล เล็ก แข็ง รูปรี หรือขอบขนานปนรี ยาวโดยประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกทั่วไปเป็นพืชสวนห้องครัว และปลูกเพื่อการค้า
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาบำรุงธาตุสำหรับเด็ก และก็ใช้เป็นยาลดไข้ ใบ กินได้ มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่นของกิน เป็นยาฝาดสมาน แก้บิด บำรุงร่างกาย ขับลม ช่วยในการย่อย ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ผสมกับขิงและก็พริกไทยขาว รับประทานลดไข้ เป็นยาบำรุงปลายประสาท แก้โรคไต แก้หวัด น้ำคั้นจากใบใช้ทาผิวหนังแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน หยอดหูแก้ปวด  น้ำมันที่กลั่นได้จากใบ ใช้เป็นยาปกป้องแมลงและก็ฆ่าแบคทีเรียบางจำพวก ดอก เป็นยาขับลม ขับฉี่ ยาบำรุง แก้ไอในเด็ก เมล็ด เป็นยาเย็น ทำเป็นยาชงแก้บิด ท้องเสีย ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และก็เป็นยาระบาย

Tags : สมุนไพร

6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรอบเชยญวณ[/url][/size][/b]
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วๆไป) ประพรมเส็ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
      ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 มัธยม ทรงพุ่มกว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 มัธยม เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบ เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน เนื้อไม้สีน้ำตาลปนแดง ใบ คนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน เนื้อใบค่อนข้างจะดก ข้างบนสีเขียวเข้ม วาว ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราว 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และก็ตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวโดยประมาณ 5 ซม. สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ด้านนอกหมดจด ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 หันหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันออก ภายนอก ก้านเกสรออกจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างแล้วก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ข้างในสุด รูปร่างคล้ายหัวลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว โดยประมาณ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ผล รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มม. สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์พืชที่ขึ้นได้ทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อน
คุณประโยชน์ : ต้น กลั่นเนื้อไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อป้องกันแมลงบางชนิด เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางประเภท ฆ่าเชื้อโรคบางชนิด ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด แล้วก็ขับลม ใช้ทาถูนวดแก้ปวดรวมทั้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

7

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกะตังใบ[/url][/size][/b]
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (จ.กรุงเทพฯ จันทบุรี จังหวัดเชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) ตองจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (ตรัง)
         ไม้ต้น หรือ ไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 ม. ลำต้นหมดจด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขน (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงไม่น้อยเลยทีเดียว หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร มักจะเกลี้ยง หรือมีขนเรี่ยราย หูใบตกง่าย ก่อให้เกิดรอยแผลเป็นสามเหลี่ยมกว้าง แกนกลางใบยาว 10-35 ซม. สะอาด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 ซม. ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า เล็กน้อย สมุนไพร ขอบใบจะมน หรือจะแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบดกปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มิลลิเมตร สะอาด หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 เซนติเมตร ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. สะอาด หรือมีขนบางส่วน ริ้วเสริมแต่งมีตั้งแต่ว่าสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มม. เชื่อมชิดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่ที่หลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เม็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องร่วง แก้บิด ขับเหงื่อ รวมทั้งเป็นยาเย็น แก้อาการอยากกินน้ำ ใบ ย่างไฟให้เกรียม ใช้พอกหัว แก้วิงเวียน งงงัน ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยกล้าม และแก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนรับประทานเป็นยาช่วยย่อย ผล กินได้

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2017, 09:37:28 AM »

ไอ้เข้
ตะไข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีผัวหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำและก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ เหมือนเคยหาเลี้ยงชีพในน้ำ จระเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ภาคใต้เรียกเข้ ในตำราเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมวิธานนั้น  จระเข้ที่จัดอยู่ในตระกูลตะไข้ (Crocodylidae) มีทั้งหมด ๒๒ ประเภท  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. ตระกูลย่อยจระเข้ (Crocodylinae) มีทั้งสิ้น ๑๔ ประเภท แบ่งเป็น ๓ สกุล ไอ้เข้ที่พบในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลตะไข้ (Crocodylus) มีทั้งปวง ๑๒ ชนิด เจอในประเทศไทยเพียงแต่ ๒ ประเภท แล้วก็สกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแต่ ๑ จำพวก
๒.ตระกูลย่อยไอ้เข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งหมดทั้งปวง ๗ จำพวก  จัดแบ่งเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในวงศ์ย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกันแต่ว่าไม่เหมือนกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันข้างล่าง  ฟันล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เนื่องจากว่าฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันข้างบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนและฟันล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาด้านนอก  แลเห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.ตระกูลย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียงแค่ ๑ สกุล รวมทั้งมีเพียงแต่ ๑ ชนิดเพียงแค่นั้น เป็นตะโขงประเทศอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  พบตามแหล่งน้ำจืดชืดรวมทั้งแม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของอินเดีย  ประเทศปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูเขาฏาน รวมทั้งเมียนมาร์  แต่ว่าไม่เจอในไทย
สมุนไพร อดีตเจอไอ้เข้อยู่ตามป่าริมน้ำ  ลำห้วย  คลอง  หนอง  สระ  เคยมีเป็นจำนวนมาก  จึงมีการจับไอ้เข้มากินเป็นอาหารรวมทั้งใช้ส่วนต่างๆของจระเข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันเมื่อมีคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ  ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป  ในขณะที่จำเป็นจะต้องจริงเป็นการใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินสำหรับเลี้ยงชีพรวมทั้งที่พักที่อาศัย  แล้วก็ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้ปริมาณจระเข้ในธรรมชาติลดน้อยลงมากจนแทบสิ้นซากไปจากธรรมชาติ  คงพบบ้างตามแหล่งน้ำในเขตอนุรักษ์บางแห่ง แต่  เป็นโชคดีที่ถึงแม้ว่าตะไข้จวนสิ้นซากไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่นักธุรกิจของเราก็ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ไอ้เข้  ทำให้มีจำนวนไอ้เข้มากยิ่งขึ้น เปลี่ยนเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยาก  รวมทั้งให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์จำพวกนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากไอ้เข้ที่เนื่องจากว่าจำพวกขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไอ้เข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังตะไข้  เปลี่ยนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวในขณะที่เป็นคนไทยรวมทั้งเป็นคนต่างประเทศให้มาเยี่ยมชมปีละไม่น้อยเลยทีเดียวๆ
ไอ้เข้ในประเทศไทย
ไอ้เข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ จำพวก คือ สกุลจระเข้ (Crocodylus) มี ๒ ชนิด อาทิเช่น จระเข้น้ำจืดหรือตะไข้สระ (Crocodylus siamensis Schneider)  กับตะไข้น้ำเค็มหรือตะไข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  และสกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ จำพวกหมายถึงตะโขงหรือไอ้เข้ปากนกกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีสามีหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกหัวขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายและใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำตะไข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังถึงพื้นเพียงแค่นั้น)
๑.ไอ้เข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นจระเข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นคือมีแถวเกร็ดนูนบนท้ายหอย  และมีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาทั้ง ๒ ข้าง ไอ้เข้ชนิดนี้พบอาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง สระ แล้วก็แม่น้ำ  โดยเฉพาะบ่อน้ำที่แยกออกมาจากแม่น้ำ  รวมทั้งสายธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบมากที่บ่อน้ำบอระเพ็ด  แต่เดี๋ยวนี้เกือบจะไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  ตะไข้ประเภทนี้กินปลาเป็นของกินหลัก  โตเต็มกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  สืบพันธุ์ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมี.ค. ตัวเมียออกไข่ในเดือนเมษายนแล้วก็พ.ค.  ตกไข่ทีละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำทะเล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาจระเข้ที่ยังมีเผ่าพันธุ์อยู่ในปัจจุบัน  ลำตัวบางทีอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  รอบๆกำดันไม่พบแถวเกร็ดนูนดังเช่นว่าที่พบในทะเลน้ำจืด  และก็รอบๆหน้าผากมีสันซีดๆคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าพบกัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   เพศผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวภรรยาโตสุดกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียวางไข่ครั้งละราวๆ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่ผิดแผกแตกต่าง จระเข้น้ำจืด ไอ้เข้น้ำทะเล
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่ได้ส่วนนัก เรียวยาว สมส่วนกว่า
๒.ส่วนหัว รูปสามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง แล้วก็เป็นสันมากกว่า สามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาข้างหลัง พังผืดมองเห็นไม่ชัด  มีพังผืดเห็นได้ชัดราวกับขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ไอ้เข้ปากกระทุงเหว เป็นตะไข้พันธุ์ที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ประเภทหนึ่งของไทย ลำตัวอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่าย จระเข้จำพวกนี้เจอเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำแล้วก็หนองน้ำจืดชืดที่มีรอบๆติดต่อกับแม่น้ำ อาจพบได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีรายงานว่าเจอจระเข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาจำพวกสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้ไฟโต๊ะแดง จังหวักจังหวัดนราธิวาส แต่ว่าเจอเพียงแค่ที่ละ ๑-๒ ตัว ไอ้เข้ชนิดนี้กินปลาแล้วก็สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นของกิน โตสุดกำลังเมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียออกไข่ครั้งละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  รวมทั้งฟักเป็นตัวในฤดูฝน
๔.จระเข้ลูกผสม  เป็นจระเข้ผสมรหว่างไอ้เข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำเค็ม ชาวไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมจระเข้ ๒ ประเภทนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน จระเข้พันธุ์ผสมมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด และก็นิสัยที่ดุร้ายเหมือนตะไข้น้ำทะเล แต่ว่ามีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากยิ่งกว่า ๑,๒๐๐ กก.) จัดเป็นไอ้เข้จำพวกที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ไอ้เข้พันธุ์ผสมเริ่มวางไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ออกไข่ราวทีละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากยิ่งกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำเค็ม ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีตกไข่ราวครั้งละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ดกกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง และก็เมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปตกไข่ครั้งละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของตะไข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจระเข้เกิดและก็มีพัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีกลาย  ตอนนี้มีตะไข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ประเภท กระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั่วทั้งโลก  โดยยิ่งไปกว่านั้นรอบๆที่มีอุณห๓มิเฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ตะไข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในช่วงฤดูร้อนหรือในกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในช่วงฤดูหนาวก็เลยออกมาผึ่งแดด เหมือนปกติถูกใจนอนบนริมฝั่งน้ำที่สงบเงียบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาหรือภูมิอากาศ  เป็นต้นว่า  ก่อนกำเนิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะส่งเสียงร้องออกจากลำคอเหมือนเสียงคำรามของสิงโต  รวมทั้งตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ตะไข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แม้กระนั้นโตสุดกำลังและผสมพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อแก่ราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแยกเป็นชนิดและประเภทตะไข้เพศผู้แล้วก็จระเข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะด้านนอกเมื่อไอ้เข้มีอายุตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป ไอ้เข้เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเท่านั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นหน้าหนาว  คือในราวธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์  เมื่อสืบพันธุ์กัน  ตัวผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและก็ตวัดหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาผสมพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที ตะไข้ตัวเมียท้องราว ๑ เดือน  และเริ่มออกไข่ในราวเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม  ตะไข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย  แล้วก็ใกล้แหล่งน้ำ  แล้วกวาดเอาใบไม้และต้นหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ เซนติเมตร กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับวางไข่  จากนั้นก็เลยขุดหลุมตรงกลางแล้วออกไข่ โดยใช้เวลาตกไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อออกไข่เสร็จก็เลยกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดนิดหน่อย  แต่เล็กมากยิ่งกว่าไข่ห่าน จระเข้ตัวเมียออกไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่ไอ้เข้แต่ละชนิดก็แตกต่างกัน เมื่อครบกำหนดช่วงเวลาฟักไข่  ลูกจระเข้จะร้องออกจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่ไอ้เข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนถึงไข่ ลูกไอ้เข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่สามารถที่จะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่จระเข้จะคาบไข่ไว้ภายในปากและขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้แรกเกิดมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  เซนติเมตร   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมแล้วก็ใช้กัดได้แล้ว และมีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นของกินได้อีกราว ๑0  วัน เมื่ออาหารหมดและจระเข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารกินเอง จระเข้มีระบบย่อยของกินที่ดีเยี่ยม สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ จระเข้เมื่อโตเต็มที่มีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันข้างล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่แตกหน่อขึ้นมาแทนที่ในช่วงเวลาไม่นาน ฟันตะไข้เป็นกรวยทับกันเป็นชุดๆอยู่ด้านในเหงือก ๓ ชุด ตะไข้มีลิ้นติดกับพื้นปาก เมื่อจระเข้อ้าปากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากด้านล่าง   รอบๆนั้นเป็นจุดที่จระเข้ใช้บอกความไม่เหมือนของรสของกินที่กินเข้าไป ส่วนลึกในช่องปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อคุ้มครองป้องกันน้ำถูกคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกจระเข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลาดำน้ำจะปิดสนิทเพื่อป้องกันน้ำเข้าจมูก ตะไข้หายใจและดมด้วยจมูก ในช่องปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ภายใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ตะไข้มี ๔  ขา แต่ขาสั้น มองไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว จระเข้ไม่สามารถที่จะคลานไปไหนได้ไกลๆแม้กระนั้นในระยะสั้นๆทำเป็นเร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อจำเป็น จระเข้สามารถคลานลงน้ำและว่ายได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ไอ้เข้จะขับเคลื่อนเข้าพบเหยื่ออย่างช้าๆ ราวกับท่อนไม้ลอยน้ำมา เมื่อได้โอกาสและระยะทางพอควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันตะไข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อแล้วก็ฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับบดของกิน
ตะไข้สามารถลอยน้ำได้โดยการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพยุงตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำและหางโบก แต่ว่าในการพุ่งตัวรวมทั้งว่ายน้ำด้วยความรวดเร็วนั้น   ไอ้เข้ใช้เพียงแต่หางอันมีพลังโบก ไปมาอย่างเร็วเพื่อตัวพุ่งไปด้านหน้า ไอ้เข้มีความรู้และความเข้าใจสำหรับเพื่อการมองเห็นที่ดีรวมทั้งไวมากมาย สามารถมองภาพได้  ๑๘0  องศา ทั้งสามารถเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของตะไข้มีความไวและก็เร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ไอ้เข้ยังลืมตาแล้วก็มองเห็นในน้ำได้  เมื่อจระเข้ดำน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อคุ้มครองการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงได้ดี หูไอ้เข้เป็นร่องอยู่ข้างนัยน์ตาไอ้เข้ ๒ ข้าง ยิ่งไปกว่านั้นไอ้เข้ยังรับทราบอันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการสั่นสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่านา
« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 09:50:58 AM »

เต่าทุ่งนา
เต่าทุ่งนา (Asian snail – eating turyle) เป็นเต่าน้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malayemys subtrijuga(Gray)
จัดอยู่ในสกุล Emydidae
เป็นเต่าขนาดตรงกลาง ตัวโตเต็มกำลังมีกระดองยาวราว ๒๑ ซม. กว้างราว ๑๕ เซนติเมตร และสูงราว ๑๐ เซนติเมตร หัวออกจะโตมากจนกระทั่งดูไม่สมตัว หัวมีลายขาวยาวๆตลอดกาลจนกระทั่งข้างคอ กระดองบนมีสันตามแนวยาว ๓ สัน สีบนข้างหลังเป็นสีน้ำตาลดำ ขอบกระดองมีเกล็ด ช่วงท้ายกลมมน ไม่หยักแหลม ตัวอ่อนมีลายเกล็ดบนกระดองใต้ท้อวเป็นแถบดำผสมแดงแถบใหญ่ แม้กระนั้นเมื่อโตขึ้นจะเลือนลางจางหาย สมุนไพร  เปลี่ยนไปที่ขอบกระดองสีขาวๆระหว่างนิ้วมีพังผืดกางเต็ม เพศผู้อกตันเหมือนตัวเมีย แต่มีหางยาว ใหญ่กว่า เต่าประเภทนี้รับประทานลูกกุ้ง ปลา แมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นหอย พบได้จำนวนมากตามท้องนาสระหนองทั่วๆไปในทุกภาคของประเทศ

ตำราคุณประโยชน์
ยาโบราณว่า หัวเต่ามีรสจืดจาง คาว มีสรรพคุณแก้ตับทรุด แก้ม้ามห้อยม้ามโต และก็แก้เยี่ยวพิการทุพพลภาพ

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่บ้าน
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 01:15:05 PM »

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว และมีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแม้กระนั้นสมัยก่อน เดี๋ยวนี้มีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆมากมาย มีทั้งที่เลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ และก็ชนิดที่เลี้ยงเพื่อรับประทานไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในวงศ์ Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
สมุนไพร เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) จึงมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายไก่ป่า สิ่งที่แตกต่างที่ดูได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ หน้าแข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี อย่างเช่น สีขาว สีเหลือง แต่ของไก่ป่ามีเพียงสีเดียวเป็นสีเทาเข้ม

Tags : สมุนไพร

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 01:13:43 PM »

กวาง
กวาง หรือ กวางป่า เป็นสัตว์กินนมขนาดใหญ่
มีชื่อสามัญว่า sambar  หรือ  sambar  deer
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus unicolor Kerr
จัดอยู่ในตระกูล  Cervidae  กวางม้าก็เรียก
ชีววิทยาของกวาง
กวางป่าเป็นสัตว์กีบคู่ มี ๔ กระเพาะ จัดเป็นสัตว์บดเอื้อง เพศผู้มีเขา ตัวเมียไม่มีเขา ลำตัวสูง ๑๒0-๑๕๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๑๘๕-๒๖0 กิโลกรัม ขนยาว หยาบ สีน้ำตาลเข้ม บริเวณคอจะยาวและหนาแน่นกว่าที่อื่น เห็นได้ชัดในเพศผู้ลูกกวางที่เกิดใหม่ไม่มีจุดสีขาวบนลำตัว ลางตัวบางทีอาจมองเห็นจุดสีขาวลางๆที่สะโพก หางค่อนข้างจะสั้น แอ่งน้ำตาที่หัวตาทั้งสองข้างมีขนาดใหญ่ยื่นออกมาเห็นได้ชัดเจน ในช่วงฤดูสืบพันธุ์ แอ่งน้ำตานี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก แล้วก็ขับสารที่มีกลิ่นฉุนออกมา ประสาทหู ตา รวมทั้งจมูกไวมากมาย   เพศผู้มีเขา ซึ่งงอกคราวแรกเมื่ออายุ ๑.๕  ปี มีเพียงข้างและก็กิ่งเรียก เขาเทียน เมื่อเขาเทียนหลุด เขาจะแตกหน่อใหม่อีกทีเมื่ออายุได้ ๒.๕-๓  ปี มีข้างละ ๒ กิ่ง เมื่อเขา ๒ กิ่งนี้หลุดไป จะมีเขาผลิออกขึ้นใหม่อีกเมื่ออายุราว ๔  ปี  มี ๓ กิ่ง ต่อจากนั้นผลัดเขาทุกปีในตอนมีนาคมถึงเดือนเมษายน แต่ว่าจะมีเพียงแต่ข้างละ  ๓  กิ่ง ไม่มากมายไปกว่านี้ เขากวางเป็นแท่งตันกวางป่ามักอยู่ตัวเดียวตามป่าทั่วๆไป และ สมุนไพร ป่าทึบ เวลากลางวันจะนอนนิ่งอยู่ในป่ารกทึบ หรือนอนเกลือกแช่ปลักโคน ว่ายน้ำเก่งแล้วก็กระชุ่มกระชวย ออกหากินช่วงเย็นหรือเวลาค่ำถึงรุ่งอรุณ  รับประทานยอดอ่อนของพืชรวมทั้งผลไม้เป็นอาหารฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม เพศผู้ดุร้ายและก็หวงตัวเมียมากมาย  มักมีการต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย  ข้างหลังฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียจะแยกกันออกหากิน ตัวเมียตั้งครรภ์นาน ๘-๘.๕  เดือน ตกลูกครั้งละ  ๑  ตัว ในช่วงต้นหน้าฝน ลูกกวางอย่านมเมื่ออายุ  ๗-๘  เดือน รวมทั้งเริ่มจากแม่ออกไปพบกินเองเมื่ออายุราว ๑ ปี กวางป่าผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ  ๑.๕-๒  ปี และเมื่อมีอายุได้ ๑๘-๒0  ปีกวางป่าพบได้ตามป่าดงดิบทั่วทุกภาคของเมืองไทย ป่าสูงแล้วก็ป่าต่ำ ในเมืองนอกพบที่ประเทศอินเดีย เนปาล ศรีลังกา เมียนมาร์  จีนตอนใต้  ลาว  เวียดนาม เขมร  มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศฟิลิปปินส์ จัดเป็นสัตว์ป่าป้องกันของไทย

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเชียง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2017, 04:23:00 PM »

ชะมดเชียง
ชะมดเช็ดเป็นสัตว์หลายอย่างในสกุล  Moschus จัดอยู่ในสกุล  Cervidae (ในความหมายหนึ่งของคำ “เชียง” แปลว่าที่สูง) แบบเรียนบางเล่มเรียกสัตว์เหล่านี้ว่า กวางชะมด ตามชื่อสามัญที่เรียก musk deer แต่ว่าชะมดเชียงมีลักษณะหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างจากกวาง ได้แก่ ลำตัวมีขนาดเล็กถึงปานกลาง เพศผู้มีเขี้ยวใหญ่แล้วก็ยาวมากมาย ด้านบนของกะโหลกไม่มีปุ่มกระดูกที่ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับโคนเขา
ชีววิทยาของชะมดเช็ด
ชะมดเช็ดเป็นสัตว์กินนม มีกีบคู่ รูปร่างเหมือนสัตว์ประเภทกวาง มีขนาดเล็ก วัดจากปลายจมูกถึงตูด ๘๐-๑๐๐ ซม. น้ำหนักตัว ๗-๑๗ กิโลกรัม หัวเล็ก   ไม่มีเขา เพศผู้มีเขายาวคล้ายใบมีด ยื่นพ้นฝีปากบนอย่างชัดเจน ตัวเมียมีเขี้ยวสั้นมากมายไม่ยื่นออกมาราวกับตัวผู้ ใต้คอมีแถบขนสีขาว ๑-๒  แถบ ขนบนลำตัวออกจะหยาบคาย สีลำตัวแปรเปลี่ยนไปสุดแท้แต่ประเภทมีตั้งแม้กระนั้นสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลเข้มจนกระทั่งสีคล้ำเกือบดำ ใต้ท้องสีจางกว่าลางประเภทมีจุดสีจางๆบนข้างๆของลำตัวมีถุงน้ำดี   นมมี ๑ คู่ ขาคู่ขี้เกียจมากกว่าขาคู่หน้าราว ๕ ซม. กีบเท้ายาวเรียว เพศผู้เมื่อโตเต็มที่มีต่อมคล้ายถุงอยู่ระหว่างของลับกับสะดือสำหรับผลิตสารที่มีกลิ่น ลักษณะเป็นน้ำมันเหมือนวุ้นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อแห้งจะเป็นก้อน และกลายเป็นสีดำ เรียกชะมดเช็ดหรือ musk ซึ่งหนังสือเรียนหลายเล่มเขียนไม่ถูกว่า ชะมดเชียงได้จากอัณฑะ(testes)   ของสัตว์พวกนี้ชะมดเช็ดที่ใช้เครื่องยาที่เรียก ชะมดเชียง เช่นเดียวกันนั้น บางทีอาจได้จากสัตว์ ๔ จำพวก เป็น
๑.ประเภทที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus moschiferus Linnaeus ประเภทนี้มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดลำตัว ๕๕-๖๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม มักมีลายจุดและขีดสีจางกว่าบนลำตัว ขนค่อนข้างจะยาวและนุ่ม คอมีแถบสีขาวพาดตามยาว ๒ แถบ กระดูกขายาวกว่าชนิดอื่นๆลูกชะมดเชียงชนิดนี้มีลายจุดแล้วก็ขีดสีขาวเด่นหมดทั้งตัว เจออาศัยอยู่ในดินแดนไซบีเรียจนกระทั่งเกาะแซ็กคาลินในประเทศรัสเซีย มองดูโกเลีย ประเทศเกาหลี รวมทั้งจีนทางเหนือ
๒.ประเภทที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus  chrysogaster  (Hodgson) ขนาดลำตัว  ๕๐-๕๖  เซนติเมตร หัวกะโหลกหัวมีส่วนปากยาวกว่าจำพวกอื่น ลำตัวสีน้ำตาลเหลือง   มีประสีจาง   ไม่เด่นชัดนัก ปลายใบหูสีเหลือง   ลำคอมีแถบกว้างสีขาวเพียงแต่แถบเดียวชนิดย่อยที่เจอในรัฐสิกขิมของประเทศอินเดียและก็เนปาล มีลำตัวสีน้ำตาลคล้ำเกือบดำ ไม่มีแถบสีขาวที่ลำคอ อาศัยอยู่ตามพื้นที่สูงแถบแนวเขาหิมาลัยและเทือกเขาใกล้เคียงในประเทศอัฟกานีสถานที่ ประเทศปากีสถาน ภาคเหนือของอินเดีย (ในรัฐชัมมูแล้วก็กัศมีร์กับรัฐสิกขิม) ภูเขาฏาน เนปาล และภาคตะวันตกของจีน
๓.จำพวกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus   fuscus  Li  ขนาดลำตัว ๕๐-๕๓ เซนติเมตร ลำตัวสีดำเข้ม ไม่มีสีจางบนลำตัว มักอยู่ตามหุบเขาลึก ริมแม่น้ำในมณฑลยุยงนดกนของจีนรวมทั้งเขตปกครองตนเองทิเบต พม่าตอนเหนือ เนปาล รัฐสิกขิมของประเทศอินเดีย  รวมทั้งภูเขาฏาน
๔.ประเภทที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus  berzovskii  Flerov  ชนิดนี้ทีขนาดเล็กที่สุด ขนาดลำตัวสั้นกว่า ๕๐ เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม มีจุดละเอียดสีน้ำตาลเหลืองประตลอดลำตัว ลำคอมีลายแถบสีขาว ๒ แถบ ปลายใบหูมีสีดำ เจออาศัยอยู่ในป่าทึบของจีน ตั้งแต่ภาคตะวันตก ภาคใต้ ไปจนถึงชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม
ชะมดเชียงเป็นสัตว์ประหม่า
มักซุกซ่อนตัว มีประสาทรับเสียงดีมาก เมื่อตกอกตกใจจะกระโจนหนีไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงเช้ารวมทั้งเย็นจะออกจากแหล่งที่พักนอน ซึ่งเป็นตามซอกหินหรือท่อนไม้เพื่อทำมาหากิน   ยกตัวอย่างเช่น ดอกไม้ ใบไม้ ยอดอ่อนของพืช แล้วก็หญ้า ในช่วงฤดูหนาวจะกินก้านไม้เล็กๆมอส และก็ไลเคนเป็นประจำอยู่สันโดษตลอดปี เว้นเสียแต่กลุ่มของชะมดเช็ดตัวเมียกับลูกเพียงแค่นั้นในเขตที่อาศัยมีทางเดินติดต่อกันระหว่างแหล่งของกิน แหล่งหลบภัย รวมทั้งที่ถ่ายมูลหลังจากที่ถ่ายมูลจะใช้ขาคู่หน้าเขี่ยดินกลบ สมุนไพร ชะมดเช็ดเพศผู้แสดงเส้นเขตโดยการเอากลิ่นจากต่อมทาไว้ตามต้นไม้ ก้านไม้ และก็หิน ดูได้จากคราบน้ำมันที่ติดอยู่รู้เรื่องว่ากลิ่นดังที่กล่าวมาแล้วยังใช้เป็นสื่อให้ตัวเมียเข้ามาหาด้วย
ฤดูสืบพันธุ์ของชะมดเชียง
อยู่ในราวเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ตัวผู้วิ่งไล่ต้อนตัวเมียแล้วก็สู้กับเพศผู้ตัวอื่นๆเพื่อแย่งตัวเมีย เขี้ยวที่ยาวอาจจะเป็นผลให้กำเนิดบาดแผลฉกรรจ์บนลำคอและบนแผ่นหลังของคู่ปรับ ในตอนนี้เพศผู้แทบจะไม่กินอาหารเลย อีกทั้งตื่นตัวอยู่ตลอดระยะเวลาและก็วิ่งไปมาในรอบๆกว้าง เมื่อจบฤดูผสมพันธุ์ก็เลยจะกลับไปอาศัยอยู่บริเวณที่อยู่เดิมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสืบพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะท้องนาน  ๑๕๐-๑๘๐   วัน โดยทั่วไปจะออกลูกทีละตัว ลูกอ่อนเมื่อทารกมีน้ำหนัก  ๖๐๐-๗๐๐  กรัม ลำตัวมีจุดและขีดสีขาวซ่อนทั้งตัว ในตอนอาทิตย์แรก ลูกชะมดเชียงซุกตัวนิ่งอยู่ตามซอกหินหรือตามพุ่มไม้ทึบ ตัวเมียเข้าไปให้นมลูกเป็นบางครั้งบางคราว ในระหว่างรับประทานนมลูกจะใช้ขาหน้าเกาะเขี่ยขาคู่ข้างหลังของแม่อยู่ตลอดระยะเวลาเพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหล ความประพฤติเช่นนี้ไม่เจอในสัตว์พวกกวาง เมื่ออายุได้รา  ๑ เดือน ก็เลยออกไปพบรับประทานกับแม่ ชะมดเช็ดแก่  ๘-๑๒  ปี   ถิ่นที่อยู่ส่วนมากเป็นป่าที่อยู่ไกลห่างจากชุมชน มักเป็นป่าสนหรือป่าผลัดใบที่รกทึบบนเทือกเขาหิน ในเขตหนาวรวมทั้งเขตอบอุ่นของซีกโลกภาคเหนือ ตั้งแต่ประเทศรัสเซีย ดูโกเลีย ประเทศเกาหลี จีน ลงมาถึงตามประเทศที่อยู่ตามแนวแนวเขา ในภูมิภาคเอเชียใต้ ตัวอย่างเช่น อัฟกานีสถานปากีสถาน ภาคเหนือของประเทศอินเดีย เมืองสิกขิม ภูเขาฏาน เนปาล รวมทั้งภูมิภาคในแถบเอเซียอาคเนย์ ตั้งแต่เมียนมาร์จนกระทั่งเวียดนาม

ผลดีทางยา
สรรพคุณทางโบราณว่า ชะมดเชียงมีรสหอมเย็นและก็คาวบางส่วน ใช้ปรุงเป็นยาชูกำลังและบำรุง ใจมิให้ขุ่นมัว ใช้ผสมในยาแผนไทยต่างๆหลายขนาน ตัวอย่างเช่นยาแก้ลมยาแก้เจ็บคอยาแก้ไข้หนาวสั่น ยาแก้โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับข้อ แก้อาการเกร็งของกล้ามในโรคไอกรน แต่ว่ามักใช้ในจำนวนน้อย เนื่องจากว่าแพงแพงแล้วก็หายาก ชะมดเช็ดมีส่วนประกอบทางเคมี ชื่อสาร  มัสโคลน(muscone)นอกเหนือจากนั้นยังมีชัน(resin)คอเลสเตอรีน(cholesterin) โปรตีนไขมันรวมทั้งสารอื่นๆอีกหลายประเภท ใช้ในอุตสาหกรรมทำน้ำหอม

Tags : สมุนไพร

13

สมุนไพรลำพันแดง
ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทรชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอาหารของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอสมุทร ว่านน้ำทะเล เพราะมีใบเหมือนต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ ต้นหญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้กำเนิดในสมุทรรอบๆที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงบริเวณน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในวงศ์Hydro-Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบมากที่สมุทรจังหวัดตรังจังหวัดระยองเมืองจันท์และก็จังหวัดตราด พืชจำพวกนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเศษไม้ยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกลาง สมุนไพร ใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูตำราเรียนรางเล่มก็เลยเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงคนเดียวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ เซนติเมตรยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ ซม.มีกาบห่อที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศและแยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบแต่งแต้มใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐เซนติเมตร มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่เยอะมากๆ ติดอยู่รอบแกนกลางข้างในประดับประดาเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงข้างล่างมีกลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบดอกอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศภรรยามีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากส่งดอกให้มาเจริญก้าวหน้าที่ผิวน้ำมีใบประดับใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกไม้อย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศภรรยาเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปก้าวหน้าใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗เซนติเมตร เปลือกมีขนแข็งๆสีดำเยอะแยะภายในมีเมล็ด๘-๑๔ เม็ด

หนังสือเรียนสรรพคุณ
ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มเฝื่อนมีคุณสมบัติเป็นยาขับและก็ถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในลำไส้ ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทรชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นของกินของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอสมุทร ว่านน้ำทะเล เพราะเหตุว่ามีใบราวกับต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ หญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้เกิดในสมุทรบริเวณที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงรอบๆน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในสกุลHydro Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบได้มากที่สมุทรจังหวัดตรังระยองเมืองจันท์แล้วก็ตราด พืชประเภทนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเสี้ยนยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกลางใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูตำราเรียนรางเล่มก็เลยเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงผู้เดียวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ ซม.ยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ เซนติเมตรมีกาบหุ้มห่อที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศรวมทั้งแยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบประดับใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐ซม. มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียว ติดอยู่รอบศูนย์กลางด้านในเสริมแต่งเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงด้านล่างมีกลีบเลี้ยงและกลีบอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศภรรยามีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากส่งดอกให้มาเจริญรุ่งเรืองที่ผิวน้ำมีใบประดับใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศภรรยาเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปรุ่งโรจน์ใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗เซนติเมตร เปลือกนอกมีขนแข็งๆสีดำหลายชิ้นด้านในมีเมล็ด๘-๑๔ เม็ดตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มฝาดมีคุณสมบัติเป็นยาขับรวมทั้งถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในลำไส้

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุเสือโคร่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 08:31:24 AM »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์ชนิดแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รับประทานเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) จำพวกที่พบในประเทศไทยเป็นจำพวกย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak) จัดอยู่ในสกุล Felidae เสือลายพาดกลอน ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อโตเต็มที่มีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ ซม. หางยาวราว ๑๐๕ ซม. สูงราว ๙๕ ซม. (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ โล เพศผู้ที่โตเต็มกำลังบางทีอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ กิโล มีเล็บแหลมคม แอบซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ข้างล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต แวววับ ขมตามตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองผสมเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพิงข้ามหลังลงมาด้านข้างลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีปล้องสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ หลังใบหูมีสีดำ รวมทั้งมีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมาก ขึ้นต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้แทบทุกประเภทที่มีอาหาร น้ำ รวมทั้งแหล่งซ่อนตัวแบบอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ำ หลืบหิน ขอนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ช่วงเวลาเย็นไปจนถึงรุ่งแจ้ง อาหารที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า โค ควาย และก็สัตว์อื่นๆเสือโคร่งชอบอยู่สันโดษ ยกเว้นตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เหมือนเคยตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน แล้วก็เป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน ออกลูกครอกละ ๑-๗ ตัว ตั้งครรภ์นาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน เสือโคร่งในธรรมชาติ มีอายุได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ประมาณว่า ในประเทศไทยมีเสือโคร่งคงเหลือในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว เจอในแนวเขาตะที่นาวศรี แนวเขาเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ รวมทั้งในป่าดงดิบทางภาคใต้ ในเมืองนอกเจอได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนกระทั่งทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศอินเดียและก็ภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ ในเกาะสุมาตรา ชวา รวมทั้งบาหลี เสือโคร่งที่เลี้ยงกันทั่วไปในประเทศไทยเป็นเสือโคร่งเบงกอล อันเป็นเสือโคร่งประเภทย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) เจอที่อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ รวมทั้งเมียนมาร์ ประเภทย่อยนี้ตัวโตกว่าเสือโคร่งจำพวกย่อยที่พบในธรรมชาติในไทย
ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งดูเหมือนจะทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเสือโคร่ง เขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ รวมทั้งเนื้อเสือ แต่ว่าที่ใช้มากมายมี
๑. น้ำมันเสือ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับเหล้า กินแก้คลื่นไส้อ้วก แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง เป็นขนานที่ ๖๙ สีผึ้งบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีสรรพคุณดับไข้พิษ ไข้กาฬ แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ได้แก่ เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวหมาป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวไอ้เข้ เขี้ยวเลียงเขาหิน รวมทั้งงาช้าง
๓. กระดูกเสือ ตำราเรียนยาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อและเนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมเหียน แก้ปวดตามข้อ เข่า กระดูก บำรุงกระเพาะอาหาร ยาขนานหนึ่งใน พระตำราไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย

กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากและก็แพงแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) แบบเรียนยาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณไล่ “ลม” และแก้ปวด ก็เลยใช้รักษาโรคลมจับโปง รวมทั้งมีสรรพคุณเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกแล้วก็กล้มเนื้อ ใช้แก้อาการเพลียของกระดูกแล้วก็กล้ามเนื้ออันเกิดจากตับรวมทั้งไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักตระเตรียมเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง และยาดองสุรา ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา จำเป็นต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรืออาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันยากจนแล้วทำให้เย็นก่อนนำมาใช้ เนื่องจากว่ากระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากและราคาแพงแพง ก็เลยมีของที่เป็นของปลอมขายในตลาดมากมาย ส่วนใหญ่เป็นกระดูกวัว
๔. นมเสือ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีคุณประโยชน์บำรุงกำลังแก้โรคหืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระตำราปฐมจินดาร์ เข้า “น้ำนมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ น้ำนมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงเพศผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพัดตานทรางทั้งสิ้นขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าสรรพคุณลิกานั้น สำหรับแก้ตานมิจฉาชีพ เหล่านี้ต่อไป

15

ขายถั่งเช่า[/url]สรรพคุณสุดยอดราชาแห่งสมุนไพรจีน[/size][/b]
ขายถั่งเช่า ยังสามารถมีสรรพคุณมากอีกด้วย ถั่งเช่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับคนไข้ที่เป็นเบาหวาน และลดคอเลสเตอรอล
ช่วยแนวทางการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพขายส่งเช่ารูปแบบการทำงานของไตให้ดียิ่งขึ้น
สร้างโปรตีนประเภทสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มกระตุ้น สมรรถภาพทางเพศอีกทั้งหญิงและชาย ซึ่งได้รับฉายาอีกอย่างหนึ่งว่า ไวอกร้าแห่งแนวเขาหิมาลัย
ต้านทานอาการเมื่อยล้า แล้วก็เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย
กระตุ้นหลักการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
กระแสขายถั่งเช่ายังมีความนิยมบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งจำพวกอาหารเสริมสำหรับคนที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่คนหนุ่มคนสาวจนกระทั่งคนสูงอายุหรือผู้ที่ต้องการปรับสมดุลในตอน
โดยคุณหมอชี้แนะหัวข้อการเลือกซื้อ ‘ถั่งเช่า’ ว่า “แคปซูลถั่งเช่า ตอนนี้ในตลาดจะมีทั้งแบบธรรมชาติหรือการเพาะเลี้ยงเองเป็นหนทาง มีสายพันธุ์มากยิ่งกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งจากการทดสอบนั้น ‘ถั่งเช่า’ สายพันธุ์ Cordyceps Sinesis จะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดรวมทั้งมีผลขายส่งถั่งเช่าศึกษาค้นคว้ายืนยันแน่ๆ การเลือกกินสมุนไพร ‘ถั่งเช่า’ เป็นอาหารเสริมนั้น จำเป็นที่จะต้องเลือกจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้ผ่านขั้นตอนการที่ถูก”
เป็นไงบ้างกับข้อเท็จจริงที่สามารถทำให้พวกเรามีสุขภาพดีขึ้นได้ รีบยืนขึ้น!! แล้วหาสิ่งดีดีให้กับตัวเองดีมากยิ่งกว่าจ้ะ
ขายถั่งเช่าคุณประโยชน์ของถั่งเช่า ช่วยเสริมความสามารถทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้สเปิร์มแข็งแรง ด้วยเหตุว่าการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์มากขึ้นรับผลิตถั่งเช่า ซึ่งจากการค้นคว้าวิจัยในต่างถิ่นพบว่าการกินแคปซูลถั่งเช่าคุณประโยชน์ช่วยบำรุงเส้นโลหิต
ช่วยทำนุบำรุงปอด ช่วยทุเลาลักษณะของการเจ็บหน้าอก
ขายถั่งเช่าช่วยในเรื่องระบบทางเดินหายใจ แก้อาการไอเรื้อรัง รักษาถุงลมโป่งพอง ช่วยบำบัดรักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ช่วยบรรเทาและรักษาลักษณะของโรคโรคหอบหืด
ช่วยแก้วัณโรค ถุงลมโป่งพองหรืออาการผิดปกติในระบบปอดรวมทั้งหัวใจ
เซลล์ของมะเร็ง}แล้วก็ลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้
ช่วยลดระดับความดันโลหิต อาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
ขายถั่งเช่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ร่างกายของคนเจ็บเบาหวานไวต่ออินซูลินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วยจัดการน้ำตาลภายในร่างกายได้ดิบได้ดีขึ้น
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และรักษาสมดุลของคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
ช่วยต้านทานไม่ให้กำเนิดไขมันแข็งตัวจากการเช็ดกออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระ
ช่วยคุ้มครองป้องกันไขมันชั่วโคตร (LDL) ไม่ให้เกาะในเส้นเลือด
ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือดให้คล่องแคล่ว ช่วยขยายหลอดเลือด และก็เพิ่มปริมาณของเลือดที่เข้าไปหล่อเลี้ยงปอดรวมทั้งหัวใจ เพิ่มระดับออกสิเจนและก็ช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต บรรเทาอาการขาดออกซิเจน
ขายถั่งเช่าช่วยบำรุงรักษาและก็เพิ่มประสิทธิภาพของตับรวมทั้งไตให้ดียิ่งขึ้นจากงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพบขายว่าถั่งเช่าช่วยให้คนป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้องรัง มีลักษณะดียิ่งขึ้นสูงถึง 51% ภายหลังรักษาด้วยถั่งเช่าเพียงแต่ 1 เดือน
สรรพคุณของถั่งเช่า ช่วยรักษาผู้ป่วยที่ธาตุหยางพร่องในไต (หรืออาการปวดข้างหลัง กลัวหนาว เข่าเย็น หรือปัสสาวะบ่อยครั้ง
มีฤทธิ์สำหรับการช่วยยั้งพิษจากแบคทีเรียรวมไปถึงแบคทีเรียวัณโรคด้วย
ถั่งเช่า สรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
คุณประโยชน์ ถั่งเช่าช่วยห้ามเลือด
สำหรับนักกีฬาสมุนไพรประเภทนี้จะช่วยเพิ่มสมรรถนะของนักวิ่งให้ดีขึ้น
คุณประโยชน์ถั่งเช่าสำหรับสตรีใช้เป็นยาบำรุงช่วยทำให้มีบุตรขายส่งถั่งเช่าง่ายดายมากยิ่งขึ้น ช่วยปรับให้ระดูทำให้เลือดลมเดินดีขึ้นรับผลิตถั่งเช่า
สมุนไพรอื่นๆ
ขายถั่งเช่า ขายส่งถั่งเช่า รับผลิตถั่งเช่า แคปซูลถั่งเช่า
คุณประโยชน์กวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ ชูกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนชรา แก้เมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนล้า ผอมบาง นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจส่งผลให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และมดลูกมีเลือดมาคั่งเพิ่มมากขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง ขยับเขยื้อนคล่องแคล่ว บำรุงเลือด กินได้นอนหลับ ผิวหนัง
สรรพคุณกวาวเครือแดง
หัวกวาวเครือแดง  รสเย็นเบื่อเมา  บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง  บำรุงสุขภาพ  เพิ่มจำนวนน้ำเชื้อ เป็นยาอายุวัฒนะแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายรากกวาวเครือแดง  แก้ลมอัมพาต  บำรุงโลหิต  ผสมกับรากสมุนไพรอื่นอีก 8 จำพวกเรียกว่า  พิกัดนวโลหะ  แก้โรคลมที่เป็นพิษ  แก้ริดสีดวง  ทำลายพยาธิ  ดับพิษ  ทำลายพิษไข้  สมานไส้เปลือกเถากวาวเครือแดง   รสเย็นเบื่อเมา  แก้พิษงูฤทธิ์ต่อระบบแพร่พันธุ์  การเล่าเรียนในอาสาสมัครผู้ชาย 17 คน อายุระหว่าง 30 – 70 ปี ที่มีอาการหย่อนยานความสามารถทางเพศขั้นต่ำ 6 เดือน  ให้กินกวาวเครือแดงขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล วันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาวิจัยพบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม  แม้กระนั้นผลจาการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดรรชนีชี้วัดความสามารถทางเพศ  จากอาสาสมัครพบว่าทำให้ความสามารถทางเพศดียิ่งขึ้น  82.4 % ด้วยเหตุดังกล่าว กวาวเครือแดงก็เลยช่วยฟื้นฟูคนเจ็บโรคเสื่อมความสามารถทางเพศได้ และไม่พบการเกิดพิษ
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการรอบเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ , ปวดท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า กินทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย รวมทั้งมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในยุคใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ รวมทั้งดื่มบ่อยๆตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ คุ้มครองป้องกันโรคมะเร็งประเภทต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล ถ้าเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำ แม้เป็นแผลข้างนอกอาจใช้อีกทั้งการต้มน้ำกิน ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ และก็การซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูแจ่มใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ และก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเสีย รักษาโรคโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และโรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายตำรายาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายรู้อุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อุจจาระ รู้ถ่ายทราบปิดเอง แก้ลมจุดเสียด คลื่นไส้ แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องเดินเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้น้ำอสุจิแข็งแรก เพราะว่าการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเยอะขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการศึกษาในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อเรียนรู้เพิ่มก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่จำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังมีคุณสมบัติสำหรับในการปกป้องรักษาแล้วก็สร้างเสริมแนวทางการทำงานของต่อมหมวกไต และก็เพิ่มจังหวะที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยทำให้หลักการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน รวมทั้งเพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยปรับปรุงหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากเพิ่มขึ้นต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต้านทานมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับเพื่อการต้านทานการเกิดมะเร็ง คุ้มครองการเกิดและก็การแพร่ขยายของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง รวมทั้งทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดขึ้นจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงสำหรับในการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในจำนวนที่พอเพียงต่อสุขภาพร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%

Tags : ขายถั่งเช่า,ขายส่งถั่งเช่า,รับผลิตถั่งเช่า

หน้า: [1] 2