แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3
1

บัวบก
ใบบัวบกสมุนไพรจีนโบราณที่ได้ยินชื่อกันมานาน นี่คือ สรรพคุณของใบบัวบกที่เข้าใจแล้วต้องรักเจ้าสมุนไพรนี้ยิ่งกว่าเดิม
          มั่นใจว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็คงเคยทราบกันมานักต่อนักว่าเวลาช้ำในให้กินน้ำใบบัวบก เนื่องจากจะช่วยทำให้หายจากอาการช้ำในเร็วขึ้น แม้กระนั้นหารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วเจ้าสมุนไพรที่มีนามว่าใบบัวบก ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนที่นำมาใช้กันตั้งแต่โบร่ำโบราณนั้นก็ยังมีคุณประโยชน์ฯลฯ ทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพ รักษาโรค หรือแม้แต่ช่วยบำรุงรักษาความงดงาม อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะว่าใบบัวบก สมุนไพรที่ชวนให้รู้สึกเหม็นเขียวจะมีสรรพคุณอะไรดีๆอีกบ้าง ถ้าเช่นนั้นทดลองไปดูที่พวกเราจับมานำเสนอในวันนี้กันดีกว่า บอกได้คำเดียวเลยว่า รู้และเข้าใจดีแล้วจะต้องลืมกลิ่นเขียวๆเหล่านั้นไปเลยแน่นอน

  • แก้ไขปัญหาเส้นโลหิตขอด


          เมื่อเส้นเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นก็ทำให้หลอดโลหิตดำเกิดการฉีกให้ขาดและทำให้เลือดไหลออกมาคั่งอยู่รอบๆขา เป็นต้นเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการบวมที่เรียกว่าอาการเส้นโลหิตขอดนั่นเอง โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการรับประทานใบบัวบก สามารถลดอาการบวมและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้ โดยในการศึกษาวิจัยนั้นได้กระทำการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 90 คน ที่มีอาการของเส้นโลหิตขอด และเมื่อกินใบบัวบกเข้าไปแล้วก็พบว่าอาการเส้นโลหิตขอดนั้นดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานยาหลอก และก็เมื่อกระทำอัลตราซาวด์ก็พบว่าผู้ที่กินใบบัวบกมีการรั่วไหลของหลอดโลหิตดำน้อยลงค่ะ

  • รักษาแผลแล้วก็รักษาโรคผิวหนังบางประเภท


          หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้ใบบัวบกกลายเป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณก็คือสารสามเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ที่มีการศึกษาเล่าเรียนกับสัตว์แล้วพบว่าสามารถช่วยสมานรอยแผลได้ นั่นก็เป็นด้วยเหตุว่าสารดังกล่าวจะปฏิบัติภารกิจในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับบาดแผล และก็ช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนไปยังบริเวณบาดแผลมากยิ่งขึ้น ทำให้บาดแผลเบาๆหายดีขึ้นในระยะเวลาที่ลดลง ทั้งยังสารจากใบบัวบกก็ยังช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดแผลได้อีกด้วย การใช้ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำใบบัวบกมาตำแล้วพอกให้ยาก เนื่องจากตอนนี้มีแบบที่เป็นครีมผสมสารสกัดไว้ทาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แค่เพียงเลือกให้เหมาะกับจำพวกรอยแผลก็ช่วยได้มากเลยล่ะ

  • ระบายความร้อน


          ความร้อนภายในร่างกายถ้าสูงมากจนเกินความจำเป็นอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไข้ ตัวร้อน อยากดื่มน้ำ ตลอดจนการอักเสบ โดยเหตุนี้การกินใบบัวบกที่มีฤทธิ์เย็น ก็เลยสามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยขับพิษร้อนออกจากร่างกายได้อีกด้วย

  • ขับพิษร้อน และก็ความชื้น


          โรคต่างๆที่เกิดจากความร้อนและก็ความชุ่มชื้น เช่น ดีซ่าน นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคบิด สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานใบบัวบก เนื่องมาจากใบบัวบกนั้นมีฤทธิ์ขมเย็น สามารถช่วยสลายความชื้นในร่างกายแล้วก็ขับความร้อนออกมาได้ แม้กระนั้นก็ควรจะรับประทานในปริมาณที่สมควร เพราะว่าหากกินมากๆอาจส่งผลให้ร่างกายเย็นกระทั่งเกินความจำเป็นและก่อให้เกิดอันตรายได้
สรรพคุณใบบัวบก ประโยชน์เลอค่า

  • ลดความกระวนกระวายใจ ช่วยให้จิตใจสงบ


          สารตรีเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในใบบัวบกนั้น นอกเหนือจากที่จะช่วยสำหรับเพื่อการรักษาแผลแล้วก็รักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้แล้วก็ยังมีฤทธิ์ในการลดความกระวายกระวนรวมทั้งช่วยกระตุ้นกลไกลักษณะการทำงานของสมอง โดยมีการศึกษาเล่าเรียนหนึ่งพบว่าคนที่รับประทานใบบัวบกมีลัษณะทิศทางที่จะตกอกตกใจกับเสียงดังรบกวนน้อยกว่าผู้ที่กินยาหลอก แต่ว่าก็จำต้องใช้ในปริมาณที่สูงมากมาย ก็เลยยังไม่มีการรับรองแจ่มชัดว่าควรที่จะใช้จำนวนใดจึงจะสำเร็จและไม่ส่งผลใกล้กันต่อสุขภาพตามมาค่ะ

  • รักษาโรคหนังแข็ง


          เนื่องมาจากใบบัวบก มีฤทธิ์สำหรับในการลดการอักเสบต่างๆในร่างกาย ก็เลยสามารถใช้ทุเลาอาการของผู้เจ็บป่วยโรคหนังแข็งได้ โดยมีการเรียนรู้กับผู้หญิง 13 มีลักษณะของโรคหนังแข็งพบว่า การกางใบบัวบกสามารถลดลักษณะของการปวดตามข้อ แล้วก็ลดการเกิดหนังแข็ง รวมถึงทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเป็นไปในทางที่ แต่ว่าดังนี้ก็ต้องอยู่ในจำนวนที่หมอควบคุมเพียงแค่นั้น

  • ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ


          คนไหนกันแน่ที่ชอบนอนไม่หลับเป็นประจำทดลองหาใบบัวบกมารับประทานก็ดีแล้วเช่นกันนะ เพราะว่าใบบัวบกไม่เฉพาะแต่ช่วยลดความกระวนกระวายใจเท่านั้น แต่ก็ยังช่วยให้จิตใจสงบรวมทั้งบรรเทาลงได้ ทำให้สามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น โดยแค่เพียงกินเสมอๆก่อนนอน ก็จะสามารถช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นได้อย่างน่ามหัศจรรย์เลย
สรรพคุณใบบัวบก ผลดีเลอค่า

  • ลดระดับความดันเลือด


        กรมความก้าวหน้าแพทย์แผนไทยและก็การแพทย์ทางเลือก ได้ออกมาชี้แนะว่าใบบัวบกเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ ด้วยเหตุว่าเจ้าใบบัวบกนั้นจะไปทำให้หลอดโลหิตดำและก็เส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวการณ์ความเครียดอันเป็นมูลเหตุที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความดันเลือดสูง ทั้งนี้กระบวนการกินก็ง่ายดายมาก แค่เพียงนำใบบัวบกไปคั้นน้ำแล้วนำมาดื่ม จะนำไปผสมกับน้ำผึ้งสักบางส่วน หรือผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อลดความเหม็นเขียวก็ทำได้จ้ะ

  • ลดอาการบวม


          อาการบวมช้ำมีสาเหตุมาจากการที่ระบบไหลเวียนเลือดรอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วดำเนินการเปลี่ยนไปจากปกติส่งผลให้เกิดอาการคั่งของเลือด การรับประทานใบบัวบกไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำคั้นดื่ม หรือแบบที่เป็นสารสกัดแคปซูล สามารถช่วยลดอาการบวมช้ำบริเวณบาดแผลได้ รวมทั้งยังลดอาการอักเสบที่ก่อให้เกิดอาการบวมได้อีกด้วย

  • บำรุงสมอง


          ใบบัวบกเป็นพืชอีกชนิดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์สมอง แล้วก็ช่วยคลายความอ่อนล้าของสมอง เพิ่มหลักการทำงานของสมองและก็ความจำ แถมยังสามารถลดภาวะเซื่องซึม แล้วก็สามารถช่วยยั้งลักษณะของโรคอัลไซเมอร์ที่เกิดขึ้นในสมองได้
คุณประโยชน์ใบบัวบก ประโยชน์เลอค่า

  • รักษาอาการติดเชื้อ


          ใบบัวบกเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมช่วยรักษาอาการติดโรคในทางเดินฉี่ รวมถึงอาการติดโรคแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัสต่างๆได้อีกเยอะแยะ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะติดโรคใดๆ ใบบัวบกสามารถช่วยรักษาได้หมด แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ในจำนวนที่เหมาะสม และภายใต้การดูแลของผู้ที่มีความชำนาญนะ

  • บรรเทาอาการเมื่อยล้า


          เว้นเสียแต่รักษาลักษณะของการป่วยต่างๆแล้ว ใบบัวบกยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนล้าได้ รวมทั้งถ้าหากกินในช่วงอากาศร้อนๆด้วยละก็ น้ำใบบัวบกก็สามารถช่วยลดความร้อนภายในร่างกายและก็ดับหิวได้เป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ

คุณประโยชน์ใบบัวบก ผลดีเลอค่า

  • บำรุงผิวพรรณให้อ่อนวัย


          ใบบัวบก เป็นอีกหนึ่งในสมุนไพรเพื่อความสวยงามที่อยู่ใกล้ตัวมากๆที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าใบบัวบกมีสารที่ช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนแล้วก็อิลาสตินในร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มเปียกชื้น มองอ่อนเยาว์ ยิ่งไปกว่านี้สารต้านอนุมูลอิสระในใบบัวบกก็ยังช่วยยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ก็เลยไม่น่าแปลกเลยล่ะหากคุณจะได้เห็นชื่อของเจ้าใบบัวบกเป็นเยี่ยมในส่วนผสมของเครื่องประทินผิว ดังนี้ยังสามารถนำใบบัวบกใหม่ๆมาใช้พอกหน้าได้อีกด้วย โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้จ้ะ
           - ใบบัวพอกหน้า บำรุงผิวสวยใส ลบรอยตีนกา
ขั้นตอนการทำ

  • นำใบบัวบกสดมาล้างทำความสะอาด แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • เอามาปั่นหรือบดกับน้ำที่สะอาด 1 แก้ว
  • นำมาพอกหน้า หรือนำสำลีชุบน้ำใบบัวบกขึ้นมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 15 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำวันแล้ววันเล่าก่อนนอนจะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย
  • กำจัดเซลลูไลท์


          ผู้หญิงที่ลำบากใจกับเซลลูไลท์ที่เป็นศัตรูความงามของคุณสาวๆอยู่ ขอบอกใบบัวบกช่วยคุณได้ค่ะ แค่เพียงกินใบบัวบกเสมอๆก็จะสามารถช่วยให้เซลล์ไขมันเซลลูไลท์ถูกขับออกมาจากร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานก้าวหน้าขึ้น และลดการอักเสบอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเซลลูไลท์ได้อีกด้วยล่ะ

  • บำรุงเส้นผมและก็หนังหัว


          คนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับผมตกก็คงแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อบำรุงให้เส้นผมและก็หนังศีรษะแข็งแรงเพื่อจะได้มีผมดกดำ ใบบัวบกก็เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีคุณประโยชน์โดดเด่นในด้านนี้ โดยปัญหาผมหล่นจำนวนมากก็มีเหตุมาจากรากผมที่อ่อนแอและก็การไหลเวียนของโลหิตบนหนังหัวไม่ดี ซึ่งใบบัวบกนี้มีฤทธิ์สำหรับการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณหนังหัว แล้วก็ยังช่วยทำนุบำรุงให้รากผมแข็งแรง คุ้มครองผมหล่นทำให้ผมที่ขึ้นใหม่มีความแข็งแรงและก็ดกดำเงางามได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใด
          ได้มองเห็นผลดีดีๆของใบบัวบกกันไปแล้วแบบนี้ คนใดกันที่ยังส่ายหน้าให้กับกลิ่นเขียวๆของใบบัวบก ก็น่าจะลองหันกลับมาดูเสียใหม่ ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีกลิ่นแรงไปเสียหน่อย แม้กระนั้นคุณประโยชน์ที่ได้รับดีแล้วไม่น้อยเลย ถ้าเกิดไม่ลองเสียดายห่วยเลยนะ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรบัวบก

2


ราชพฤกษ์

คูน ผลดีและก็คุณประโยชน์ของคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ความเป็นมาดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน ฯลฯไม้พื้นบ้านของทวีปเอเชียใต้ ตั้งแต่ประเทศปากีสถาน อินเดีย พม่า แล้วก็ศรีลังกา โดยนิยมปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเจริญวัยได้ดีใน รวมทั้งมีชื่อเสียงในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2506 แต่ว่าก็ยังไม่ได้บทสรุปเด่นชัด ตราบจนกระทั่งมีการเซ็นชื่อให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย ช่วงวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2544
ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เนื่องจากว่า ต้นราชพฤกษ์ มีดอกสีเหลืองชูช่อ ดูสง่างาม ทั้งยังมีสีตรงกับ สีประจำวันพระราชการบังเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เลยถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของพระเจ้าอยู่หัว" รวมทั้งมีการเซ็นชื่อให้ต้นราชพฤกษ์ เป็นเลิศใน 3 เครื่องหมายประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย แล้วก็ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เพราะฯลฯไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันอย่างล้นหลาม รวมทั้งมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
  • มีประวัติเกี่ยวโยงกับขนบธรรมเนียมสำคัญๆในไทยรวมทั้งฯลฯไม้มงคลที่นิยมนำมาปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้มากมาย ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นยารักษาโรค ทั้งยังใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ เป็นต้น
  • มีสีเหลืองอร่าม พุ่มสวยเต็มต้น เปรียบเทียบเป็นสัญลักษณ์ที่พุทธศาสนา
  • แก่ยืนนาน รวมทั้งคงทน


คูน หรือ ราชพฤกษ์ (Golden Shower, Indian Laburnum) เป็นพืชสมุนไพรพวกยืนต้นขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามแคว้นต่างๆดังเช่น ภาคเหนือเรียก ราชพฤกษ์, คูน หรือชัยพฤกษ์ ส่วนปัตตานีเรียก ลักเคย หรือลักเกลือ รวมทั้งกะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรีเรียก กุเพยะ ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นของทวีปเอเชียใต้ไปจนกระทั่งอินเดีย ศรีลังกา และเมียนมาร์ รวมถึงคูนหรือราชพฤกษ์นี้ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยอีกด้วย
————– advertisements ————–
การรักษา
           แสงสว่าง : อยากแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง รวมทั้งเจริญวัยได้ดิบได้ดีในเป็นพิเศษ
           น้ำ : ถูกใจน้ำน้อย ควรรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับลักษณะอากาศร้อนก้าวหน้า
           ดิน : สามารถเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย ดินร่วนซุยผสมทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมให้ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยมูลสัตว์ ในอัตรา 2-3 กิโลต่อต้น และก็ควรจะให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
การขยายพันธุ์
           วิธีเพาะพันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยมหมายถึงการเพาะเม็ด โดยใช้เม็ดสดๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แต่ว่าต้องเลือกขลิบรอบๆด้านป้าน เนื่องจากด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ แล้วนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งเอาไว้ผ่านวัน แล้วก็ค่อยเทน้ำออกให้เหลือปริมาณพอหล่อเลี้ยงเมล็ดได้ จากนั้นทิ้งไว้อีกคืนก็จะเจอรากแตกหน่อ และสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความเลื่อมใสเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           มั่นใจว่าฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคล ที่ควรจะปลูกเอาไว้ภายในทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วก็ถ้าหากปลูกไว้ในบ้านจะช่วยทำให้มีเกียรติตำแหน่ง ศักดิ์ศรี และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยศาสตร์ โดยใช้ใบทำน้ำพระพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ เนื่องจากเป็นพืชที่มีความมงคลนาม
ลักษณะทั่วไปของคูน
สำหรับต้นคูนนั้นจัดว่าเป็นไม้ต้นขนาดกลาง โดยลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา มักขึ้นตามป่าผลัดใบ หรือในดินที่สามารถระบายน้ำก้าวหน้า ส่วนใบจะมีสีเขียวเป็นเงา โคนมน เนื้อใบเกลี้ยงแล้วก็บาง ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบทรงไข่กลับอยู่ 5 กลีบ และมองเห็นเส้นกลีบแจ่มชัด ฝักอ่อนมีสีเขียวและจะเป็นสีดำเมื่อแก่จัด และก็ในฝักจะมีฝาผนังเยื่อบางๆกั้นเป็นช่องๆอยู่ตามแนวขวางของฝัก และภายในช่องกลุ่มนี้จะมีเมล็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ประโยชน์แล้วก็คุณประโยชน์ของคูน
ใบ – ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรคต่างๆช่วยระบายท้อง สามารถใช้พอกแก้ลักษณะของการปวดข้อ หรือแก้ลมตามข้อ แล้วก็ช่วยแก้โรคอัมพาตของกล้ามเนื้อบนบริเวณใบหน้า หรือนำไปต้มกินแก้เส้นพิการ แล้วก็โรคเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมา
ดอกราชพฤกษ์ – ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) รวมทั้งโรคกระเพาะอาหาร และก็แผลเรื้อรัง ให้รสขมเปรี้ยว
ราก – ช่วยสำหรับเพื่อการฆ่าเชื้อโรคกุฏฐัง ระบายพิษไข้ แก้กลากหรือโรคเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึมหนักแถวๆศีรษะ รวมทั้งช่วยถ่ายสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนออกจากร่างกาย แก้อาการหายใจขัด ทำให้กระชุ่มกระชวยหน้าอก แก้ลักษณะของการมีไข้ ไปจนกระทั่งรักษาโรคหัวใจ ถุงน้ำดี มีฤทธิ์ถ่ายแรงกว่าเนื้อในฝัก สามารถใช้ได้กับเด็กหรือสตรีท้อง ไม่เป็นผลใกล้กันใดๆก็ตามให้รสเมา
แก่น – ช่วยในการขับพยาธิไส้เดือน ให้รสเมา
กระพี้ – ช่วยแก้โรครำมะนาด ให้รสเมา
เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพื่อช่วยแก้ลักษณะของการปวดข้อ แก้ตานขโมย ปรับปรุงแก้ไขมาลาเรีย แก้บิด ถ่ายพยาธิ หรือผู้ที่มีลักษณะท้องผูกเรื้อรัง รวมทั้งถ่ายเสมะและแก้พรรดึก (ท้องผูก) ไปจนถึงระบายพิษไข้ สามารถใช้ได้ในเด็กแล้วก็สตรีมีครรภ์ ไปจนกระทั่งเป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนหรือไข้ท้อง ให้รสหวานเบื่อ
เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้คลื่นไส้ รวมทั้งขับเกลื่อนกลาดที่ค้างอยู่ออกมา ให้รสเฝื่อนฝาดเมา
เมล็ด – ทำให้คลื่นไส้ ให้รสฝาดเมา
เปลือกต้น – ช่วยแก้อาการท้องเสีย ใช้ฝนผสมกับต้นหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ แล้วก็น้ำตาล กินเพื่อให้กำเนิดลมเบ่ง ให้รสฝาดเมา
เปลือกราก – ช่วยแก้ไข้ไข้มาลาเรีย และก็ระบายพิษไข้ ให้รสฝาด
ดอกคูน หรือ ดอกราชพฤกษ์
ต้นคูนมักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและก็ครึ่งหนึ่งเขตร้อน สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในที่โล่งแจ้ง และปลูกได้ง่ายอีกทั้งในดินร่วนซุย ดินร่วนคละเคล้าทราย หรือดินร่วนซุยเหนียว รวมทั้งยังทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้งและดินเค็มก้าวหน้า แต่ว่าถ้าหากอากาศหนาวจัดอาจจะส่งผลให้ติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้http://www.disthai.com/

3

ทับทิม
มารู้จะ “ทับทิม” ผลไม้เพื่อสุขภาพ
นักกำหนดอาหารขึ้นบัญชีวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา
ในสมัยที่ใครกันแน่ก็ห่วงสุขภาพ รักการบริหารร่างกาย หมั่นกินผัก ผลไม้ต่างๆเมื่อพูดถึง “ทับทิม” ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคงรู้จักกันดีกับผลไม้ที่มีกลิ่นหอมหวน รสชาติอร่อยเชื้อเชิญพึงใจ ทับทิมนั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียแล้วก็เปอร์เซีย โดยในบันทึกโบราณด้านการแพทย์บอกว่า ทับทิมถูกใช้เป็นยารักษาโรคและใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายมานานนับพันๆปี
ปัจจุบันทับทิมจัดเป็นผลไม้ในกรุ๊ป ซุปเปอร์ฟรุ๊ต ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน ธาตุสารพฤกษเคมีแล้วก็สารแอนติออกซิแดนท์ซึ่งมีปริมาณสูงเลิศในทับทิมโดยสูงเป็น 3 เท่าของของกินอื่นที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ทั้งมีใยอาหารสูงมาก นอกเหนือจากนี้ยังมีวิตามินซีสูง มีวิตามินบี 5 (กรดแพนโทธีนิค) วิตามินเอ วิตามินอี ส่วนแร่ที่มีมากเป็น แคลเซียม โพแตสเซียม และก็ธาตุเหล็ก
จากการเรียนพบว่าทับทิมมีสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านขบวนการออกซิเดชันที่เกี่ยวกับการอักเสบ ซึ่งบางทีอาจช่วยปกป้องโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระในทับทิมสูงขึ้นมากยิ่งกว่า ไวน์รวมทั้งใบชาเขียวถึง 3 เท่า และก็ยังมีจำนวนสารโพลีฟีนอลในทับทิมสูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำผลไม้อื่นๆอย่างเช่น ส้ม องุ่น แคนเบอร์รี่ ลูกแพร แอปเปิ้ล อีกด้วย
ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกรุ๊ปสารโพลีฟีนอล ที่สำคัญเป็น สารพูนิค้างลาจิน พูนิคาลิน รวมทั้งกรดกัลลาจิก ทั้งผองนี้อาจมีผลต่อการปกป้องคุ้มครองอันตรายต่อเนื้อเยื่อในร่างกายที่จะมีผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรังต่างๆการค้นคว้าพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในทับทิมบางทีอาจช่วยยั้งการเจริญของเซลล์ของมะเร็ง ทับทิมยังมีสารอโรมาเทสอินฮิบิเตอร์ธรรมชาติ ซึ่งช่วยยั้งการผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนที่บางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงมะเร็งเต้านม นอกเหนือจากนี้สารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมสกัดยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ บางทีอาจต่อต้านการเกิดริ้วรอย ช่วยให้มีผิวพรรณอ่อนกว่าวัยรวมทั้งมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนั้นทับทิมยังจัดคือผลไม้ที่มีพลังงานต่ำ ก็เลยอาจให้ผลดีต่อการลดพลังงานในการควบคุมน้ำหนัก โดยการรับประทานทับทิมแทนของหวาน
ด้วยสารสำคัญต่างๆในทับทิม นักค้นคว้าก็เลยพึงพอใจทำการค้นคว้าถึงผลดีต่อร่างกาย โดยมีรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า สารสกัดจากทับทิมช่วยชะลอการเจริญก้าวหน้าของเซลล์มะเร็ง แล้วก็สามารถฆ่าเซลล์ของโรคมะเร็งในห้องแลปได้ นอกนั้นยังมีการศึกษาค้นคว้าชี้ว่า น้ำทับทิมสกัดยังสามารถช่วยลดแอลดีแอลคอเลสเทอรอคอยล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอคอยลไม่ดี ทำให้เส้นเลือดแดงแข็งอุดตัน และยังช่วยลดความดันโลหิต ส่งผลสำหรับในการช่วยปกป้องโรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตสมองตีบและหัวใจวาย
ด้วยประโยชน์ซึ่งมาจากทับทิมที่มีต่อสุขภาพรวมทั้งมาจากธรรมชาติ ทำให้ทับทิมได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งโลก ปัจจุบันนี้มีการนำทับทิมมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์น้ำทับทิมสกัดแบบพร้อมดื่ม เพื่อความสะดวกสำหรับคนซื้อที่รักและกังวลสำหรับเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย
การค้นคว้าของ Sharma, Mc Clees and Afaq ล่าสุดในปี 2017 ระบุว่า สารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการเกิดเซลล์กลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดเซลล์ของมะเร็ง
ด้วยสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ทับทิมได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซุปเปอร์ฟรุต” (Super fruit) ยอดนิยมแพร่หลายไปทั่วทั้งโลก เหตุเพราะมีวิตามินแล้วก็แร่
ความศรัทธาแล้วก็ตำนาน
ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า ต้นทับทิมมีสาเหตุจากโลหิตของไดโอนีซุส (Di-onysus) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เทวดาทั้งสิ้นและก็เทวีนาน่า(Nana) ซึ่งเป็นพรหมจารีย์ ตั้งท้องขึ้นโดยการสอดผลทับทิม รวมทั้งให้กำเนิดเทวดาแอตติเตียนส (Attis) ขึ้น ด้วยเหตุนั้น คนที่เคารพยกย่องเทพแอตติเตียนสจึงไม่รับประทานผลทับทิม ชาวยิวในยุคพระเจ้าโซโลมอนก็จัดว่า ทับทิมคือผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏอยู่บนยอดเสาของวิหารกษัตริย์โซโลมอน แขกฮินดู ในอินเดียเชื่อว่า พระพิฆเนศวรทรงโปรดทับทิม คนที่นับถือพระพิฆเนศจึงนิยมนำผลทับทิมไปมอบให้ ยิ่งกว่านั้น ยังใช้ดอกทับทิมบวงสรวงบูชาพระอาทิตย์ พระนารายณ์ และก็เทวีพระลักษมี อีกด้วย
ชาวจีนนับว่า ต้นทับทิมเป็นพืชที่มีความมงคล (โดยยิ่งไปกว่านั้นทับทิมจำพวกดอกสีขาว) แล้วก็นับว่าทับทิมเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ความมีลูกหลานจำนวนมาก (ด้วยเหตุว่าผลทับทิมมีเมล็ดมากมาย) ก็เลยนิยมได้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่คู่สมรสในพิธีแต่งงาน (เพื่อให้มีลูกหลานมากๆ) ในพิธีสมรสนิยมปักยอดทับทิมไว้ที่ผมเจ้าสาว และก็ปักยอดทับทิมไว้ที่ข้าวของเซ่นไหว้เจ้า คนจีนยังเชื่อว่า ใบหรือกิ่งทับทิมมีอำนาจไล่ภูตผีปีศาจได้ จึงนิยมปลูกทับทิมไว้ในรอบๆบ้าน รวมทั้งใช้ใบทับทิมแช่น้ำล้างหน้า ล้างมือ หลังกลับจากงานฌาปนกิจศพ (เพื่อมิให้ภูติผีติดตามมา)
ในญี่ปุ่นคงจะรับความเชื่อถือเกี่ยวกับทับทิมไปจากจีน กลายเป็นเครื่องหมายของเจ้าแม่ที่คอยคุ้มครองรักษาเด็กๆให้ปลอดภัย และมั่นใจว่าเมื่อเด็กๆได้รับประทานผลทับทิมแล้วจะไม่มีอันตรายแล้วยังปลอดภัยจากภูตผีปีศาจทั้งมวล ชาวไทยก็คงได้รับถ่ายทอดความศรัทธาเกี่ยวกับทับทิมมาจากชาวจีนบ้าง ดังปรากฏว่า มีศาลเจ้าหลายแห่งในประเทศไทย ชื่อเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าแม่ที่มีเกิดจากเมืองจีนแล้วกลายเป็นชื่อไทยทีหลัง

Tags : สมุนไพรทับทิม

4

ทับทิม
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม ยอดเยี่ยมราชินีที่ผลไม้ มีสาระต้น
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม สุดยอดราชินีที่ผลไม้ มีคุณประโยชน์ทั้งต้น
อัปเดตล่าสุดตอนวันที่ พฤษภาคม 3, 2018 โดยประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
แชร์เนื้อหานี้
ทับทิมได้ผลไม่ที่นิยมรับประทานกันมากมาย แล้วก็ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณประโยชน์ที่มากมาย จนได้รับสมญาว่า ราชินีแห่งผลไม้ กล่าวกันว่าทับทิมนั้นคือผลไม้ที่ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์มาแล้วนับพันปี ในขณะนี้ทับทิมถือเป็นผลไม้ที่นิยมปลูก รวมทั้งรับประทานกันทั่วโลก สามารถหารับประทานได้ง่ายในประเทศไทย พินิจได้จากร้านขายน้ำทับทิม หรือผลทับทิมสด ที่เกือบจะมีอยู่ตามถนนหรือทุกตลาดในประเทศไทย
ประโยชน์ซึ่งมาจากทับทิมมีล้นหลาม ทั้งยังในเรื่องของสารอาหาร และการปกป้องโรค
วิตามินซีสูงมาก
ทับทิมถือเป็นผลไม่ที่มีวิตามินซีสูงมาก ในน้ำทับทิมเพียงแต่ 1 แก้ว มีวิตามินซีถึงจำนวนร้อยละ 40 ของจำนวนที่เราอยากในหนึ่งวัน (สำหรับคนแก่) ด้วยจำนวนวิตามินซีที่สูงในระดับนี้จึงมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการลดการเสี่ยงในการเป็นโรคหวัด หรือแพ้อากาศได้อย่างยอดเยี่ยม
ช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณ
การกินทับทิมสด หรือน้ำทับทิมนั้น จะช่วยทำให้ผิวพรรณของเราดูแจ่มใส เนื่องจากว่าทับทิมได้ผลพอดีมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการต้านทานอนุมูลอิสระ ช่วยสำหรับเพื่อการชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของเรา แล้วก็ด้วยปริมาณวิตามินซีที่สูงก็เลยช่วยในเรื่องทำให้ผิวกระจ่างขาวสวยใส นอกนั้นเรายังสามารถใช้น้ำทับทิมโดยประมาณ 1 ช้อนชา ทาบริเวณบริเวณใบหน้า ทิ้งเอาไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงผิวหน้าให้มองเต่งตึงเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ประโยชน์ในข้อนี้ของทับทิมสามารถยืนยันได้จากการที่ในขณะนี้ มีเครื่องแต่งหน้าหรือครีมหลายประเภทได้นำทับทิมไปเป็นส่วนประกอบ
หลอดเลือดและก็หัวใจ
ในทางการแพทย์มีการศึกษาค้นคว้าแล้วพบว่าทับทิม มีสรรพคุณช่วยสำหรับเพื่อการทำให้การไหลเวียนของโลหิต ลดภาวการณ์ขาดเลือดในผู้เจ็บป่วยโรคหัวใจ นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เมื่อกินน้ำทับทิมวันละ 50cc จะช่วยลดระดับความดันโลหิตได้จำนวนร้อยละ 5 ช่วยลดสภาพการณ์การแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย
ลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดมะเร็ง
เนื่องจากคือผลไม้ที่มีค่าการต้านอนุมูลอิสระที่สูง จึงช่วยลดความเสี่ยงสำหรับการกำเนิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี มีงานค้นคว้าวิจัยพบว่า การรับประทานทับทิมช่วยลดจังหวะการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งถึง 13ช นิด รวมทั้งยังสามารถช่วยทำลายเซลล์ของมะเร็งในหลอดอาหาร แล้วก็ไส้ได้อีกด้วย
คุณประโยชน์อื่นๆของทับทิม
เว้นเสียแต่คุณประโยชน์หลักที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ทับทิมยังมีสรรพคุณอื่นอีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ช่วยทุเลาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์ ช่วยทำให้ปรับสมดุลในวัยหมดประจำเดือน ลดความเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคความจำไม่ดีในคนชรา ปกป้องโรคเลือดออกตามไรฟัน เสริมสุขภาพกระดูกลดการเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน คุ้มครองป้องกันการเสื่อมสรรถภาพทางเพศ ลดการตกขาว กล่าวได้ว่ามีคุณประโยชน์มากมายก่ายกองจริง
 เว้นแต่ส่วนที่พวกเรานิยมรับประทานกันอย่างเมล็ดแล้ว องค์ประกอบอื่นของทับทิมก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน ทั้งที่ยังไม่ตายยาและสมุนไพร
ใบ: สามารถทำน้ำยาบ้วนปากหรือล้างตาได้ ยาพอกที่ทำมาจากใบสามารถช่วยบรรเทาอาการผมหล่นได้อย่างดี
เปลือก: ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของเราใช้รักษา แผลหิด กากโรคเกลื้อน มีสรรพคุณเกี่ยวกับการรักษาโรคในทางเดินของกิน ยกตัวอย่างเช่นรักษาอาการท้องเสียได้
เปลือกของลำต้น รวมทั้งราก: สามารถนำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิได้อีกด้วย โดยเอามาผสมกับกานพลู รวมทั้งอาจใส่ดีเกลือต้มกับน้ำโดยประมาณสามถ้วย มีคุณประโยชน์สำหรับการถ่ายพยาธิ
ดอก: มีสรรพคุณสำหรับในการสมานแผล และก็บรรเทาอาการอักเสบของหูชั้นใน
ทับทิมถือเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ในทุกส่วนของต้น ไม่ใช่เพียงแต่เม็ด หรือน้ำทับทิม ก็เลยไม่สนเท่ห์ใจเลยที่ทับทิมจะได้รับฉายานามว่า "ราชชินีที่ผลไม้"
โรคแล้วก็อาการอื่นๆดังเช่นว่า โรคเส้นเลือดหัวใจ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เจ็บกล้ามหลังการบริหารร่างกาย กรุ๊ปอาการอ้วนลงพุง โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแสงแดด การตำหนิดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ท้องร่วง โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และก็อื่นๆยังจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัยวิจัยเสริมเติมเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับสมรรถนะและก็ความปลอดภัยของทับทิมสำหรับในการรักษาโรค
ความปลอดภัยในการรับประทานทับทิมหรือสินค้าจากทับทิม
โดยปกติการกินน้ำทับทิมค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่ในบางรายที่มีอาการแพ้ผลสดของทับทิมอาจเกิดผลข้างเคียงจากการกินน้ำทับทิมได้
รากทับทิมประกอบด้วยสารที่เป็นพิษต่อสภาพทางด้านร่างกาย การรับประทานรากและก็ลำต้นของทับทิมในจำนวนมากบางทีอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมออกจะไม่เป็นอันตรายสำหรับเพื่อการรับประทานหรือนำมาใช้กับผิวหนัง แต่ว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดอาการแพ้เล็กน้อยในบางราย เช่น อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจติดขัด
การกินน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งท้องหรืออยู่ในตอนให้นมบุตร แต่ว่ายังไม่มีรายงานรับรองความปลอดภัยสำหรับในการกินหรือใช้ทับทิมในรูปแบบอื่น เช่น สารสกัดจากทับทิม จำเป็นจะต้องขอคำแนะนำหมอก่อนการกินทุกครั้ง
น้ำทับทิมอาจจะก่อให้ความดันเลือดลดลดน้อยลงนิดหน่อย ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีภาวการณ์ความดันต่ำอาการแย่ลง

ผู้ที่มีลักษณะแพ้จากพิษพืชอาจมีการเสี่ยงที่จะกำเนิดอาการแพ้จากการกินทับทิม
คนไข้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดกินทับทิมขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ เหตุเพราะทับทิมนำมาซึ่งการทำให้ความดันโลหิตต่ำลง จึงบางทีอาจกระทบต่อความดันโลหิตในขณะผ่าตัดหรือส่งผลต่อเนื่องไปยังข้างหลังการผ่าตัด
การรับประทานทับทิมพร้อมกันกับยาบางชนิดอาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา อาทิเช่น ยาที่เกี่ยวโยงกับหลักการทำงานของตับโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ Cytochrome ประเภท P450 2D6 หรือประเภท P450 3A4 ยาลดระดับความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาโรสุวาสแตติน ผู้ที่กินยาเป็นประจำหรือมีโรคประจำตัวควรขอความเห็นหมอก่อนจะมีการกินเพื่อให้เกิดความปลอดภัย http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรทับทิม

5

น้ำมันนวด
ประโยชน์จากการนวดน้ำมัน
[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3http://www.chiangdaoherb.com/product/19/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url]หมายความว่าการกระตุ้นเนื้อเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อช่วยเหลือสุขภาพแล้วก็ฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งหมด. น้ำมันนวดถูกออกแบบมาเพื่อมือเลื่อนได้ง่ายขึ้นในระหว่างนวด และก็ในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้ผ่อนคลายมากที่สุดสำหรับทั้งกายและใจ. อ่านต่อไปเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมันรวมทั้งบรรเทาร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดชื่นบาน.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมัน, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่แตกต่างให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากจำนวนไม่น้อยน้ำหอมแล้วก็สีที่ไม่เหมือนกันเพื่อให้บริการ. น้ำมันนวดบรรเทา, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถเจอได้ในตลาดน้ำมันนวดเพื่อให้คุณสามารถเลือกที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับสิ่งที่มีความต้องการรวมทั้งความต้องการของคุณ.
สัมผัสของคนเราสามารถมีการรักษาและก็พลังความมีชีวิตชีวาสำหรับผิวและก็น้ำมันนวดออกจากผิวนุ่มแล้วก็เรียบ. นอกเหนือจากความรู้สึกสบาย thei พวกเขาถ่ายทอด, น้ำมันนวดนอกจากนี้ยังมีทางที่น่าอัศจรรย์ที่ช่วยทำนุบำรุงผิวของคุณรวมทั้งกำจัดจุดแห้งบนผิวของคุณ. แต่, หลังการนวด, จะเสนอแนะให้ใช้เวลาอาบน้ำที่บรรเทาเพื่อล้างน้ำมันออกมาจากร่างกายของคุณ. น้ำ จะยังช่วยผิวรูขุมขนจะเปิดจึงส่งเสริมการดูดซึมของน้ำมันนวดเข้าสู่ผิวของคุณ. ลองดูกันผลดีต่อสุขภาพที่สำคัญของการนวดน้ำมันบรรเทา.
ลดการ ความเครียด
นวดเป็นแนวทางที่ดีเลิศมาก ลดความเครียด รวมทั้งความตึงเครียดที่มีการสะสมภายในร่างกายของคุณในระหว่างวันที่เหมื่อยล้า.
น้ำมันนวดน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สงบประสาท, ช่วยทำให้คุณบรรเทาแล้วก็กำจัดความนึกคิดแง่ลบที่สะกิดความเคร่งเครียด.
สุภาพ, สัมผัสการดูแลการแสดงในงานน้ำมันนวด, ช่วยทำให้คุณ รักษา และก็คืนจิตวิญญาณและความสมดุลทางอารมณ์ของคุณ.
เสริมการไหลเวียนของเลือด
หนึ่งในผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของน้ำมันนวด ซึ่งมันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและในเวลาเดียวกันจะช่วยลดระดับความดันเลือดซึ่งเป็น น.
ต้นสายปลายเหตุ ajor สำหรับคนที่ประสบพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ความดันเลือดสูง.
ปิดปรับแต่ง
นวดน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดของคุณผ่อนคลายร่างกายรวมทั้งสนับสนุนการนอนหลับที่ดีมากกว่าสำหรับวัน.
หลายท่านทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความไม่ปกติของการนอนหลับต่างๆได้สังเกตเห็นการแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจแล้วก็จิตวิญญาณ การบำบัด, ฉะนั้นคนส่วนมากมีประสบการณ์การนอนลึกแล้วก็พักผ่อนเยอะขึ้นเรื่อยๆ.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
น้ำมันนวด เพิ่มขึ้นและรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมดทั้งปวง, เยื่อแล้วก็ข้อต่อจึงปรับแก้การแสดงกีฬาแล้วก็การดูแลด้านความสะดวกสบายในการขยับเขยื้อนร่างกายของคุณง่ายขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งพวกนี้กำเนิดคุณประโยชน์ต่อร่างกาย, นวดยังช่วยคุ้มครองการเจ็บแล้วก็เพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นวิธีที่เยี่ยมสำหรับในการบรรเทาความเครียดของกล้ามเนื้อแล้วก็ทำนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดิบพอดี รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเป็นเวลานาน.
กำจัดสารพิษ
สิ่งที่ได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตเพราะฉะนั้นการช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการนวดน้ำมันนวดรวมทั้งส่วนมากสร้างความแข็งแรง ระบบภูมิต้านทานแล้วก็ช่วยสำหรับในการย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่สวยงามของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับเพื่อการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับความอยากส่วนบุคคลของคุณแล้วก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายรวมทั้งฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลทางใจวิญญาณของคุณและสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง ถึงแม้อาการที่แสดงออกมาจะรุนแรงลดลงก็ตาม แล้วก็ในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็ก่อเกิดความยากลำบากสำหรับในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น
เมื่อปลดปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเรื่องข้อที่มีอยู่ก็จะแผ่ขยายไปกระทั่งทำให้มีเพียงแต่การผ่าตัดเพียงแค่นั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
บ้างครั้งที่เป็นร้ายแรงมากมายจะต้องเปลี่ยนข้อต่อทั้งปวงด้วย
ความเจ็บปวดมีเพียงจะมากขึ้น
การผ่าตัดสามารถหลบหลีกได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาที่โรคยังมิได้ลุกลามเกินความจำเป็นนัก
  แพทย์ท้องถิ่นหรือการแพทย์แผนไทย ยอมรับในคุณประโยชน์อันแสนวิเศษของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับดั้งเดิมวัดโพธิ์หรือวัดพระเชเหม็นตุพนบริสุทธิ์มังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่มีชื่อเลื่องลือรวมทั้งได้รับความเชื่อใจสำหรับในการรักษาโรคมาเนิ่นนานแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ แบบเรียนยาสมุนไพร จำเป็นต้องวัดโพธิ์ ความคิดของคนไทยตลอดทั้งชาติของบรรพบุรุษไทย"

6
บอระเพ็ด
ชื่อสมุนไพร บอระเพ็ด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น จุ้งจาลิง , จุ่งจิง , เถาวัลย์ฮอ (ภาคเหนือ) , เจตมูลหนาม (หนองคาย) , หางหนู (อุบลราชธานี) , เถาหัวด้วน , ตัวเจตมูลยาน (จังหวัดสระบุรี)
ชื่อสามัญ Heart leaved moonseed
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง Tinospora tuberculata Miers, Tinospora rumphii Boerl.
ตระกูล Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด บอระเพ็ดเป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในป่าดงดิบแล้งรวมทั้งป่าเบญจพรรณ ในแถบเอเซียอาคเนย์พบมากในประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ฯลฯ รวมทั้งบางประเทศในทวีปเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย รวมทั้งศรีลังกา สำหรับในประเทศไทยนั้นบอระเพ็ดนับเป็นพืชที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีมานานแล้ว เพราะคนประเทศไทยในแต่ก่อนได้นำบอระเพ็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการป่วยต่างๆตัวอย่างเช่น ใช้ลดไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร อื่นๆอีกมากมาย ต่อให้ทุกวันนี้ก็ยังนิยมใช้บอระเพ็ดเพื่อคุณประโยชน์ทางยาเหล่านี้อยู่ ซึ่งในประเทศไทยนั้นสามารถเจอบอระเพ็ดได้ทุกภาคของประเทศรวมทั้งส่วนมากเจอในป่าดงดิบแล้งแล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป 
บอระเพ็ด จัดเป็น  ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวถึง 15 เมตร เถากลม ขรุขระไม่เรียบ เป็นปุ่มเปลือกของเถาบางลอกออกได้ เป็นปุ่มกระจัดกระจายทั่วๆไป เมื่อแก่เห็นปุ่มเงื่อนกลุ่มนี้หนาแน่น และกระจ่างมากมาย เปลือกเถา เหมือนเยื่อกระดาษ มียางขาว ใส  เถามีรสขมจัด สีเทาแกมเหลือง มีรากอากาศเหมือนเส้นด้ายยาว กลม ยาว สีน้ำตาลเข้ม ใบผู้เดียว เรียงเวียนสลับ มักเป็นรูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม กว้าง 6-12เซนติเมตร ยาว 7-14 เซนติเมตร โคนเรียวแหลมยาว ปลายจักเป็นรูปหัวใจลึก หรือตื้น เนื้อคล้ายแผ่นกระดาษบาง มักมีต่อม ใบข้างล่างบางเวลาพบต่อมแบนตามโคนง่ามของเส้นใบ เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือมี 3-5 เส้น และก็มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบอีก 1-3 คู่ ก้านใบยาว 5-15 ซม. บวมพอง และเป็นข้องอ ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆที่ไม่มีใบ มักออกดอกเมื่อใบหลุดหล่นหมด มี 2-3 ช่อ เล็กเรียว ดอกมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้และก็เพศภรรยาแยกกันอยู่ต่างดอก ช่อดอกเพศผู้ ยาว 5-9 ซม. ดอกมี 1-3 ดอก ติดเป็นกลุ่ม ดอกเพศผู้ มีก้านดอกย่อยเล็กเรียว ยาว 2-4 มม. กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน วงนอกมี 3 กลีบ รูปไข่ ครึ้มที่โคน ยาว 1-1.5 มม. วงในมี 3 กลีบ รูปไข่กลับ มีก้านกลม หรือโคนแหลม ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบมี 3 กลีบ กลีบวงนอกแค่นั้นที่เจริญขึ้น รูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ยาว 2 มม. ส่วนกลีบวงในลดรูป เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาว 2 มิลลิเมตร ช่อดอกเพศเมีย ยาว 2-6 มิลลิเมตร ดอกโดยมากกำเนิดผู้เดียวๆตามง่ามใบ ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงและกลีบดอกคล้ายดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้เลียนแบบมี 6 อัน เป็นรูปลิ่มแคบ ยาวราวๆ 1 มม. เกสรเพศเมียมี 3 อัน ทรงรี ยาว 2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นพูสั้นมากมาย ผลออกเป็นช่อ มีก้านช่อยาว 1.5-2 เซนติเมตร มีก้านผลเป็นรูปครึ่งหนึ่งปิรามิด ยาว 2-3 มม. ใต้ลงมาเป็นกลีบเลี้ยงที่ติดแน่น รูปไข่ ยาว 2 มม. โค้งกลับ ผลสด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้ม ทรงรี ยาว 2 เซนติเมตร ฝาผนังผลชั้นในสีขาว ทรงรี กว้าง 7-9 มิลลิเมตร ยาว 11-13 มม. ผิวร่นเล็กน้อย หรือแทบเรียบ มีสันที่ด้านบนชัด มีช่องเปิดรูปรีเล็กที่ด้านบน มีดอกปลายเดือนเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลราวเมษายนถึงพ.ค.
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์บอระเพ็ดสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือ การเพาะเม็ด และก็การปักชำกิ่ง การเพาะเม็ดนั้นต้องใช้เมล็ดจากผลที่สุกจัด ผลมีสีเหลืองเข้ม ยิ่งได้ผลสำเร็จที่ร่วงแล้วยิ่งดี แล้ว นำผลมาตากแดดให้แห้ง นาน 15-20 วัน และก็เก็บเอาไว้ภายในร่มก่อนจนกระทั่งต้นฤดูฝนจึงนำออกมาเพาะในถุงเพาะชำหรือใช้หยอดปลูกตามจุดที่ต้องการ การปลูกด้วยเมล็ดนี้ จะได้เครือบอระเพ็ดที่ใหญ่ยาวมากยิ่งกว่าการปักชำ  การปักชำเถา เป็นวิธีหนึ่งที่สบายเร็ว ด้วยการตัดเถาบอระเพ็ดที่แก่จัด เถาแก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ตัดเถายาว 20-30 เซนติเมตร จากนั้น ค่อยนำลงปักชำในถุงหรือกระถาง แนวทางลักษณะนี้ จะได้ต้นที่ผลิออกใหม่ด้านใน 15-30 วัน แต่ลำต้นมักมีเครือไม่ยาวราวกับการเพาะเมล็ด แต่ว่าไม่มีความต่างกันมากสักเท่าไรนัก
องค์ประกอบทางเคมี

  • สารขมชื่อ picroretin, columbin, picroretroside, tinosporide, tinosporidine
  • สารกรุ๊ปตรีเทอตะกายอยส์ ได้แก่ Borapetoside A, Borapetoside B, Borapetol A, Tinocrisposide, tinosporan
  • สารกรุ๊ปอัลคาลอยด์ ดังเช่น N-formylannonaine, N-acetylnornuciferine ฯลฯ
  • สารจำพวกอามีนที่เจอ ตัวอย่างเช่น N-trans-feruloyl tyramine, N-cis-feruloyl tyramine
  • สารฟีนอสิคไกลโคไซด์ ดังเช่น tinoluberide
  • สารอื่นๆดังเช่นว่า berberine, β-sitosterol


ที่มา : wikipedia
คุณประโยชน์/สรรพคุณ น้ำสกัดหรือน้ำต้มจากบอระเพ็ดสามารถใช้ฉีดพ่นกำจัด และก็คุ้มครองปกป้องหนอนแมลงศัตรูพืช อาทิ หนอนใยผัก และเพลี้ยต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนลำต้น และใบของบอระเพ็ดสามารถใช้ผสมในอาหารสัตว์หรือให้สัตว์กินโดยตรง เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และรักษาโรคในสัตว์ อีกทั้งโค ควาย หมู ไก่ และอื่น ซึ่งชาวบ้านนิยมให้ไก่ชนกินในระยะก่อนออกชน นอกเหนือจากนี้ลำตัน รวมทั้งใบยังสามารถนำมาบด แล้วก็ใช้พอกหัวหรือสระผม สำหรับกำจัดเหาได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบอระเพ็ดนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย
ใช้  เถา ซึ่งมีรสขมจัดเย็น แก้ไข้ทุกประเภท แก้พิษโรคฝีดาษ เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มดื่มเพื่อเจริญอาหาร ช่วยในการย่อย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะอาหาร บำรุงร่างกาย แก้สะอึก แก้มาลาเรีย เป็นยาขับเหงื่อ ดับหิว แก้ร้อนในดีเยี่ยม แก้อหิวาตกโรค แก้ท้องเดิน มาลาเรีย ยับยั้งความร้อน ทำให้เนื้อเย็น แก้เลือดพิการ ใช้ด้านนอกใช้ล้างตา ล้างแผลที่เกิดขึ้นจากโรคซิฟิลิส ใบ มีรสขมเมา เป็นยาพอกบาดแผล ทำให้เย็นและก็ทุเลาอาการปวด ดับพิษปวดแสบปวดร้อน พอกฝี แก้ฟกช้ำ แก้คัน แก้รำมะนาด ปวดฟัน ฆ่าแมลงที่ไพเราะ ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง บำรุงน้ำดี  ราก มีรสขม เป็นยาช่วยให้เจริญอาหาร ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ รากอากาศ รสขมเย็น แก้ไข้ขึ้นสูงมีอาการคลั่งเพ้อ ดับพิษร้อน ถอนพิษร้อน ทำลายพิษไข้ เจริญอาหาร ผล รสขม แก้ไข้ แก้เสลดเป็นพิษ ทุกส่วนของพืช ใช้แก้ไข้ เป็นยาบำรุง โรคดีซ่าน ยาเจริญอาหาร แก้มาลาเรียใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ
ยิ่งกว่านั้นบอระเพ็ดยังจัดอยู่ใน “พิกัดตรีญาณรส” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่ทำให้รู้รสของกิน 3 อย่าง มี ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด มีคุณประโยชน์ แก้ไข้ ดับพิษร้อน ขับฉี่ ขับเสลด บำรุงไฟธาตุ บำรุงกำลัง “พิกัดยาแก้ไข้ 5 ประเภท” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ไข้ 5 อย่าง มี รากย่านาง รากคนทา รากแส้ม้าทลาย ขี้เหล็กทั้งยัง 5 และก็เถาบอระเพ็ด คุณประโยชน์แก้ไข้พิษร้อน
แบบเรียนอายุรเวทของอินเดีย ใช้ เถา เป็นยาแก้ไข้ เหมือนกันกับชิงช้าชาลี กล่าวไว้ว่า แก้ไข้ดีพอๆกับซิงโคนา แก้ธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟุตบาทปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ แก้อาการเกร็ง
ต้นแบบ/ขนาดการใช้
รักษาลักษณะของการมีไข้ ใช้เถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนกระทั่งเกินความจำเป็น (เถาเพสลาก) โดยประมาณ  1- 1.5  ฟุต (2.5 คืบ) หรือเถา น้ำหนัก  30-40  กรัม  โดยตำ  เติมน้ำบางส่วน  คั้นเอาน้ำดื่ม  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  เคี่ยวให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะกินอาหาร  เช้า  เย็น
           รักษาอาการไม่อยากกินอาหาร: ใช้เถาที่โตสุดกำลัง   ราว  1- 1.5   ฟุต  (2.5 คืบ)  น้ำหนัก หรือเถา 30-40  กรัม  โดยตำ  เพิ่มน้ำน้อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  ต้มให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนกินวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  ยามเช้า  เย็น  ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้บอระเพ็ด / เม็ดข่อย / หัวหญ้าแห้วหมู / เม็ดพริกไทย / เปลือกต้นทิ้งถ่อน / เปลือกต้นตะโกนา ในรูปทรงเท่ากันเอามาบดเป็นผุยผง ปั้นเป็นยาลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานก่อนนอนทีละ 2-3 เม็ด หรือไม่ก็อาจจะนำเถาบอระเพ็ดมาหั่นตากแห้งแล้วเอามาบดให้เป็นผุยผงปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เถาสดที่โตเต็มกำลังตากแห้งแล้วบดเป็นผุยผง นำมาชงน้ำร้อนดื่มครั้งละ 1 ช้อน เช้ารวมทั้งเย็น แก้โรคกระเพาะอาหารด้วยการใช้บอระเพ็ด 5 ส่วน / มะขามแฉะ 7 ส่วน / เกลือ 3 ส่วน / น้ำผึ้งพอควร นำมาคลุกเคล้าจะกว่าจะเข้ากันแล้วกินก่อนอาหาร 3 เวลา นำทุกส่วนของบอระเพ็ด (เถา,ใบ,ราก) มาบดแล้วก็ใช้ประคบฝี เพื่อลดน้ำหนอง,ลดลักษณะของการปวดบวม หรือ แผล(สำหรับห้ามเลือด)
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้    มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของบอระเพ็ด โดยทดลองกับสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยสารต่างๆเช่น การทดลองกรอกสารสกัดบอระเพ็ดด้วยอัลกอฮอล์และก็น้ำ (1:1) ให้กระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดไข้ด้วยยีสต์ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์ลดไข้ บุญเทียม และคณะ ได้ทดลองให้สารสกัดบอระเพ็ดด้วยน้ำกับหนูเพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยวัคซีนไทฟอยด์ในขนาด 100 มก./กิโลกรัม โดยการผสมกับน้ำ  พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ แล้วก็ถัดมาได้ทำทดลองโดยให้สารสกัดบอระเพ็ดกับกระต่ายและก็หนูขาวเพศผู้ที่เหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วย LPS (Lipopolysaccharide) ในขนาด 200 มก./กก. รวมทั้ง 600 มก./กก. ตามลำดับ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ได้สิ่งเดียวกัน จากการศึกษาเล่าเรียนเชื่อว่ากลไกสำหรับในการยับยั้งการเกิดไข้ของสารสกัดบอระเพ็ดน่าจะมีต้นเหตุที่เกิดจากการไปยั้งการผลิต interleukin-1 หรือ prostaglandins (PGs) ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่อยู่ในระบบ CNS ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผู้พบว่าส่วนสกัดด้วยบิวทานอลมีฤทธิ์ลดไข้ ไม่มีการทดลองแยกสารออกฤทธิ์ลดไข้จากบอระเพ็ด แม้กระนั้นมีรายงานฤทธิ์ลดไข้ของสารที่พบในบอระเพ็ดคือ berberine เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 10 มก./กิโลกรัม และก็ b-sitosterol ซึ่งออกฤทธิ์ในขนาด 160 มิลลิกรัม/กก.
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ        มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของชาชงบอระเพ็ดโดยการกรอกให้แกะเพศผู้ (ตอน) ในขนาด 8 มล./ตัว พบว่าชาชงบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเสมอกันกับแอสไพริน 30 มก./น้ำหนักตัว 200 ก. Higashino แล้วก็คณะ ได้ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของสารสกัดเถาบอระเพ็ดด้วยเมทานอล (50%) กับหนูขาวที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วย carrageenin โดยให้รับประทานสารสกัดในขนาด 10 มก./กิโลกรัม พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยส่วนสกัดด้วยบิวทานอผุดผ่องกฤทธิ์เจริญที่สุด ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าท้อง และก็พบว่าส่วนสกัดในขนาด 3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังมีฤทธิ์เทียบเท่ากับ sulpyrine 250 มก./กิโลกรัม และ diphenhydramine 10 มก./กิโลกรัม
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A การศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A สารสำคัญที่พบในต้นบอระเพ็ด โดยการฉีด borapetosides A ให้แก่หนูเม้าส์ที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ประเภทที่ 1 และก็ชนิดที่ 2 แล้วก็หนูเม้าส์ปกติ วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน พบว่า borapetosides A จะช่วยเพิ่มระดับของไกลวัวเจน รวมทั้งลดน้ำตาลในเลือดได้อีกทั้งหนูธรรมดา และหนูที่เป็นโรคเบาหวาน โดยฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ borapetosides A เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มปริมาณอินซูลินในหนูปกติรวมทั้งหนูที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 แต่ไม่เป็นผลต่อระดับอินซูลินในหนูที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 1 นอกนั้นยังพบว่าสาร borapetosides A กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลโคเจนในเซลล์เนื้อกล้ามเนื้อ รวมทั้งลดการแสดงออกของโปรตีน phosphoenolpyruvate carboxylase ที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวานได้ การศึกษานี้ทำให้เห็นว่าสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ดสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งยังชนิดที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวเนื่องกับอินซูลิน โดยผ่านกลไกกระตุ้นการใช้กลูโคสของกล้ามเนื้อ ลดการสะสมน้ำตาลในเซลล์ และก็กระตุ้นการผลิตอินซูลิน
การทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนการศึกษาในคนป่วยเบาหวานโดยให้ทานบอระเพ็ด วันละ 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แม้กระนั้นขณะที่กำลังทำการทดลองคนไข้หลายรายมีลักษณะตับอักเสบ แล้วก็พบว่าการใช้บอระเพ็ดในขนาดสูงรวมทั้งติดต่อกันเป็นเวลานานจะเป็นพิษต่อตับและก็ไต มีรายงานการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกว่าเมื่อให้อาสาสมัครร่างกายแข็งแรง 12 ราย กินบอระเพ็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ พบว่าแนวโน้มทำให้ระดับเอนไซม์ในตับมากขึ้น แสดงว่ามีลัษณะทิศทางจะก่อให้กำเนิดพิษต่อตับ
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา  การทดลองพิษกระทันหันของสารสกัดเถาด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูถีบจักร ขนาด 4 ก./กก. เทียบเท่าผงยาแห้ง 28.95 ก./กก. ไม่กระตุ้นให้เกิดอาการพิษ การเรียนพิษเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูขาวประเภทวิสตาร์ทั้ง 2 เพศ ในขนาด 0.02, 0.16 และก็ 1.28 กรัม/กก./วัน หรือเท่ากันผงแห้ง 0.145, 1.16 รวมทั้ง 9.26 ก./กก. เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าหนูขาวทั้งสองเพศที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1.28 ก./กก. มีผลทำให้น้ำหนักหนูต่ำยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมแล้วก็เกิดอาการแตกต่างจากปกติของหลักการทำงานของตับและไตได้          มีหมอผู้ทำการศึกษาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ลดเบาหวานของบอระเพ็ด พบว่าคนไข้มีลักษณะอาการตับอักเสบหลายราย
ข้อเสนอ/ข้อควรพิจารณา

  • ส่วนที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาใช้ทำเป็นยาจะเป็นส่วนของ “เถาเพสลาก” เพราะมีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเหลือเกินนัก และก็มีรสชาติขมจัด แต่ว่าหากเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสฝาด ไม่ขม หรือถ้าเกิดอ่อนเกินความจำเป็นก็จะมีรสไม่ขมมาก
  • การเรียนในอาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 12 กินบอระเพ็ดในขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 อาทิตย์ พบแนวโน้มระดับเอนไซม์ในตับเพิ่มขึ้นหมายความว่าน่าจะส่งผลให้เกิดพิษต่อตับ
  • ถ้าเกิดนำบอระเพ็ดมาใช้และก็พบอาการไม่ปกติของการทำงานตับและไต ควรหยุดการใช้
  • ห้ามใช้ในคนที่มีภาวะโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับผิดพลาด หรือคนเจ็บที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต
  • สมุนไพรบอระเพ็ดสำหรับในการรับประทานในส่วนของรากอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานานอาจมีผลต่อหัวดวงใจ เหตุเพราะเป็นยารสขม สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือไม่ควรใช้ชิดกันสม่ำเสมอเกิน 1 เดือน หากว่าจะต้องใช้ในเดือนถัดไปก็ควรจะเว้นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อยเพื่อร่างกายสามารถปรับสภาพได้ก่อน ถ้าเกิดใช้ไปแล้วมีลักษณะมือเท้าเย็น แขนขาหมดเรี่ยวแรงก็ควรหยุดกิน
เอกสารอ้างอิง

  • บอระเพ็ด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล  ยุวดี วงษ์กระจ่าง และคณะ.  รายงานฉบับสมบูรณ์ขององค์การเภสัชกรรม, 2541:18pp.
  • Higashino H, Suzuki A, Tanaka Y, Pootakham K.  Inhibitory effects of Siamese Tinospora crispa extracts on the carrageenin-induced foot pad edema in rats (the 1st report).  Nippon Yakurigaku Zasshi 1992;100(4):339-44.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • Kongsaktrakoon B, Temsiririrkkul R, Suvitayavat W, Nakornchai S, Wongkrajang Y.  The antipyretic effect of Tinospora crispa Mier ex Hook.f. & Thoms.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1994;21(1):1-6.
  • บอระเพ็ด.ชาสมุนไพรบรรเทาอาการไข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า3-5
  • กัมปนาท รื่นรมย์.ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดในการเป็นสารกำจัดแมลงต่อหนอนใยผัก(Plutella xylostella L.)
  • Sabir M, Akhter MH, Bhide NK.  Further studies on pharmacology of berberine.  Indian J Physiol Pharmacol 1978;22:9.
  • บอระเพ็ด ประโยชน์/สรรพคุณบอระเพ็ด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทยบุญส่ง คงคาทิพย์ และสมนึก วงศ์ทอง การแยกสารออกฤทธิ์ฆ่าหนอนเจาะเสมอฝ้ายจากต้นบอระเพ็ดและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของสารกับการออกฤทธิ์
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ด.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Rivai Y.  Antiinflammatory effects of Tinospora crispa (L) Miers ex Hook.f & Thoms stem infusion on rat.  MS Thesis, Dept Pharm, Fac Math & Sci, Univ Andalas, Indonesia, 1987.
  • บอระเพ็ดกับเบาหวาน.กระทู้ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Gupta M, Nath R, Srivastava N, Shanker K, Kishor K, Bhargava KB.  Anti-inflammatory and antipyretic activities of b-sitosterol.  Planta Med 1980;39:157-63.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนังานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chavalittumrong P, Attawish A, Chuthaputti A, Chuntapet P.  Toxicological study of crude extract of Tinospora crispa Miers ex Hook.f. & Thoms.  Thai J Pharm Sci 1997;21(4):199-210.


7

สมุนไพรเมื่อย
ปวดเมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อยล้า (จังหวัดตราด) ม่วย (เชียงราย อุบลราชธานี) มะม่วย (เชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ โดดเดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมาก แต่ว่ากว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบแข็งหนา หรือ ออกจะดก เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และก็เพศเมีย ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างราวๆ 0.4 ซม. ยาวราวๆ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีราว 20 ดอก ช่อดอกเพศเมีย แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ถือว่าสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. เจอในทุกภาคของประเทศ เว้นเสียแต่ภาคกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินแก้พิษบางจำพวก และก็แก้ไข้ไข้มาลาเรีย

8

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง เป็นอย่างไร ความดันโลหิตสูง ความดันเลือดเป็นแรงกดดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การประเมินความดันเลือดสามารถทำโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลายชนิด แม้กระนั้นชนิดที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วๆไป ตัวอย่างเช่น เครื่องตวงความดันโลหิตมาตรฐานจำพวกปรอท เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือด ขณะหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท

    ด้วยเหตุนี้โรคความดันเลือดสูง ก็เลยหมายความว่าโรคหรือภาวการณ์ที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นยิ่งกว่าค่ามาตรฐานสังกัดกรรมวิธีการวัด โดยหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) รวมทั้ง/หรือความดันเลือดตัวข้างล่างสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ว่าถ้าหากเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มม.ปรอทรวมทั้ง/หรือความดันโลหิตตัวด้านล่างสูงยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 85 มิลลิเมตรปรอทเป็นต้น ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน รวมทั้งเจอเจ็บไข้ราย ใหม่เพิ่มเกือบจะ 1 แสนคน ร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเพราะเหตุว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยไข้แล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีพฤติกรรมน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในมูลเหตุสำคัญ ที่ทำให้ราษฎรอายุสั้น ทั่วทั้งโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 เจอในวัย คนแก่รวมทั้งคาดว่า ในปีพุทธศักราช2568 มวลชนวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • ต้นเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงจำแนกประเภทตามสาเหตุการเกิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้โดยประมาณร้อยละ95 ของจำนวนผู้ใหญ่โรคความดันเลือดสูงทั้งผองโดยมากเจอในผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไปและก็พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่เคยรู้สาเหตุที่กระจ่างแจ้งแม้กระนั้นอย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการวัดแล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง ของสหรัฐฯ พบว่ามีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง อย่างเช่น กรรมพันธุ์ความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดแจงไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์การสูบยาสูบความตึงเครียดอายุและก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงประเภทไม่ทราบต้นเหตุนี้เป็นปัญหาสำคัญที่จำต้องให้การวินิจฉัยรักษารวมทั้งควบคุมโรคให้ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ความดันเลือดสูงประเภทรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวปริมาณร้อยละ5-10 ส่วนใหญ่มีสาเหตุมีต้นเหตุที่เกิดจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายโดยจะมีผลกระตุ้นให้เกิดแรงดันเลือดสูงจำนวนมาก อาจเกิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความไม่ปกติของระบบประสาทความแตกต่างจากปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคท้องเป็นพิษการเจ็บของหัวยา และก็สารเคมีฯลฯ ฉะนั้นเมื่อได้รับการดูแลและรักษาที่มูลเหตุระดับความดันโลหิตจะลดน้อยลงเป็นปกติแล้วก็สามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุนั้นจึงสรุปได้ว่า โรคความดันโลหิตสูงโดยมากจะไม่มีต้นเหตุ การควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดิบได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และก็การเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และเส้นเลือดลงได้

  • อาการโรคความดันเลือดสูง ความสำคัญของโรคความดันเลือดสูงเป็น เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (ถ้าหากไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แต่ว่ามักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านก็เลยเรียกโรคความดันเลือดสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันเลือดสูง เป็นอาการจากผลกระทบ ดังเช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคเส้นเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อาทิเช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ อาทิเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการแล้วก็อาการแสดงที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงบางส่วนหรือปานกลางไม่พบอาการแสดงเฉพาะเจาะจงที่ชี้ว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงจำนวนมาก การวินิจฉัยมักพบได้จากการที่คนเจ็บมาตรวจตามนัดหรือพบได้มากร่วมกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันโลหิตสูง สำหรับคนเจ็บที่มีระดับความดันเลือดสูงมากหรือสูงในระดับรุนแรงรวมทั้งเป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่บ่อยนักไหมได้รับการดูแลและรักษาที่ถูกเหมาะสมมักพบมีลักษณะอาการ ดังนี้

  • ปวดศีรษะพบบ่อยในผู้ป่วยที่หรูหราความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะอาการปวดหัวมักปวด ที่บริเวณท้ายทอยโดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาตื่นนอนในตอนเวลาเช้าถัดมาอาการจะเบาๆดีขึ้นกระทั่งหายไปเองภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงรวมทั้งอาจเจอมีลักษณะอ้วกอาเจียนตาพร่ามัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดศีรษะเกิด จากมีการเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนช่วงเวลาหลังตื่นนอนเนื่องจากในค่ำคืนขณะที่กำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น ก็เลยทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากเพิ่มขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนศีรษะ (dizziness) เจอกำเนิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบมิได้แสดงถึงการมีสภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจเจอร่วมเป็นต้นว่าอาการเจ็บทรวงอกชมรมกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


โดยเหตุนี้ถ้าเกิดมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายส่งผลให้เกิดความเสื่อมภาวะถูกทำลายและอาจเกิดภาวะสอดแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูง ในคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางรายบางทีอาจไม่พบมีอาการหรืออาการแสดงอะไรก็ตามรวมทั้งบางรายอาจ เจออาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะหนาตัวและแข็งตัวด้านในเส้นเลือดตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงและก็ขาดเลือดไปเลี้ยง นำมาซึ่งสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งคราวคนป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


ยิ่งกว่านั้นยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนเจ็บจะมีลักษณะไม่ปกติของระบบประสาทการรับทราบความทรงจำต่ำลงและบางทีอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุการตายถึงร้อยละ50 และก็มีผลทำให้ผู้ที่รอดตายเกิดความพิกลพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะมีผลทา ให้ผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหนาตัวขึ้นจำนวนเลือดเลี้ยงหัวใจลดน้อยลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต้านแรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงที่มากขึ้นโดยเหตุนี้ ในระยะเริ่มต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับนิสัยจากสภาวะความดันเลือดสูงโดยหัวใจบีบตัวมากขึ้น เพื่อให้สามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความดกของฝาผนังหัวใจห้องล่างซ้ายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลและรักษาและก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะมีผลให้รูปแบบการทำงานของหัวใจไม่มี
ความสามารถเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวแล้วก็เสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหนาตัวและก็แข็งตัวขึ้น หลอดเลือดตีบแคบลงส่งผลให้เส้นเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลงและทา ให้มีการคั่งของเสียไตย่อยสลาย และอับอายขายขี้หน้าที่เกิดภาวการณ์ไตวายแล้วก็ได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนรู้พบว่าคนเจ็บโรคความดันเลือดสูงราวๆร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยสภาวะไตวาย
  • ตา คนป่วยที่มีภาวะความดันเลือดสูงรุนแรงและก็เรื้อรังจะก่อให้มีผลต่อความเคลื่อนไหวของฝาผนังเส้นเลือดที่ตาดกตัวขึ้นมีแรงกดดัน ในเส้นเลือดสูงขึ้นมีการเปลี่ยนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงเส้นเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่เรตินาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นลดน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวและได้โอกาสตาบอดได้
  • เส้นโลหิตในร่างกาย ความดันเลือดสูงจากแรงต่อต้านหลอดเลือดส่วนปลายเพิ่มขึ้นฝาผนังหลอดเลือดดกตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นหรืออาจเป็นเพราะเนื่องจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นเลือดแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของผนังหลอดเลือดครึ้มแล้วก็ตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตและก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะดังที่กล่าวผ่านมาแล้วตามมาไดแก้โรคหัวใจและก็
หลอดเลือดโรคเส้นเลือดสมองรวมทั้งไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคความดันเลือด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคความดันเลือดสูง เช่น กรรมพันธุ์ จังหวะมีความดันโลหิตสูง จะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โรคเบาหวาน เพราะว่าส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นเลือดต่างๆและหลอดเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เพราะเหตุว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน แล้วก็โรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง เพราะเหตุว่าจะส่งผลถึงการผลิตเอ็นไซม์แล้วก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังกล่าวข้างต้นแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) สูบบุหรี่ เพราะเหตุว่าสารพิษในควันจากบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดการอักเสบ ลีบของเส้นโลหิตต่าง รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ การติดสุรา ซึ่งยังไม่รู้เด่นชัดถึงกลไกว่าเพราะอะไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แต่ว่าการศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า ผู้ที่ติดสุรา จะทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ รวมทั้งมีโอกาสเป็นโรคความดันเลือดสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมดทั้งปวง ทานอาหารเค็มเป็นประจำ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการออกกำลังกาย ด้วยเหตุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวาน ผลกระทบจากยาบางจำพวก อาทิเช่น ยาในกรุ๊ปสเตียรอยด์
  • วิธีการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวิเคราะห์โรคความดันเลือดสูง โรคความดันเลือดสูงวิเคราะห์จากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน แม้กระนั้นถ้าหากตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวด้านล่างสูงยิ่งกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดธรรมดาของการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วก็จำต้องรีบได้รับการรักษา แพทย์วินิจฉัยโรค   ความดันโลหิตสูงได้จาก ความเป็นมาอาการ ความเป็นมาป่วยไข้ในอดีตและปัจจุบันนี้ เรื่องราวรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าเกิดมีอุปกรณ์ เพราะว่าบางครั้งบางคราวค่าที่วัดถึงที่กะไว้โรงหมอสูงขึ้นยิ่งกว่าค่าที่วัดพอดีบ้าน) เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรจะตรวจร่างกาย และก็ส่งตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาต้นสายปลายเหตุ หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ยิ่งกว่านั้น จำเป็นที่จะต้องตรวจค้นผลกระทบของความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆเช่น หัวใจ ตา แล้วก็ไต ยกตัวอย่างเช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลแล้วก็ไขมันในเลือด มองรูปแบบการทำงานของไต รวมทั้งค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูรูปแบบการทำงานของหัวใจ และเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมอีกต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการคนป่วย และดุลยพินิจของหมอแค่นั้น
สัมพันธ์ความดันเลือดสูงที่ประเทศไทย ได้แบ่งระดับความร้ายแรงของความดันเลือดสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันเลือดสูงควรควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทแล้วก็ใน คนที่มีภาวการณ์เสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำยิ่งกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท แล้วก็ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคหัวใจรวมทั้งเส้นเลือดคุ้มครองความพิการรวมทั้งลดการเกิดสภาวะแทรกฝึกต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายยกตัวอย่างเช่นสมองหัวใจไตแล้วก็ตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับเพื่อการรักษาแล้วก็ควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมี 2 วิธีคือการรักษาใช้ยาและการดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกรรมวิธีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิต
การรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) จุดหมายในการลดระดับความดันเลือดโดยการใช้ยาเป็นการควบคุมระดับความดันเลือดให้ลดน้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต่อต้านของหลอดเลือดส่วนปลายและก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของคนเจ็บแต่ละรายและก็ควรจะใคร่ครวญต้นสายปลายเหตุต่างๆได้แก่ความร้ายแรงของระดับความดันเลือดปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาภาวการณ์ความดันเลือดสูงสามารถแบ่งได้เป็น 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับเยี่ยว  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีการทำงานของไตรวมทั้งหัวใจแตกต่างจากปกติ ยากลุ่มนี้อาทิเช่น ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมทลาโซน (metolazone)
ยาต้านทานเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่ศีรษะหัวใจรวมทั้งเส้นเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิว่ากล่าวกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงและความดันเลือดลดลง ยาในกลุ่มนี้ เช่น โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะครั้งโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ขัดขวางตัวรับแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ ได้แก่ แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต่อต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยั้งการเคลื่อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจจะก่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ได้แก่ ยาเวอราขว้างไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิป่ายปีน (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต้านทานโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) แล้วก็ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้เป็นต้นว่า พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้อย่างเช่นอีท้องนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายหลอดเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่บริเวณเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวรวมทั้งยาต้านทางในผนังเส้นโลหิตส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำนงชีพ (lifestylemodification)  เป็นการกระทำสุขภาพที่จำเป็นต้องปฏิบัติเสมอๆเป็นประจำเพื่อลดความดันเลือด และก็คุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงทุกราย ควรจะได้รับคำเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาด้วยยา คนเจ็บต้องมีความประพฤติปฏิบัติช่วยเหลือสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนี้ การควบคุมของกินและก็ควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดของกินที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดสูบบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ภาวะแรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุนี้โรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค
  • การลดความอ้วนในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นต้นควรลดน้ำหนัก อย่างต่ำ 5 โล ในคนเจ็บความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในอาหาร ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในผู้หญิง


จากการเรียนของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันเลือดสูงเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นของกินที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ แล้วก็สินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
ออกกำลังกาย การบริหารร่างกายสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน) คือ การบริหารร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในตอนช่วงเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกสิเจนสำหรับเพื่อการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นโลหิต ได้แก่ เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นรถจักรยาน เป็นต้น ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกวี่วัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที หากไม่มีสิ่งที่ไม่อนุญาต
                บริหารผ่อนคลายความเครียด การจัดการคลายเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลรวมทั้งหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พยายามเลี่ยงสถานะการณ์หรือสภาพที่จะกระตุ้นให้เกิดความเคร่งเครียดมาก
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตน ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
รับประทานยาและก็รับการรักษาตลอด กินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา รวมทั้งพบแพทย์ตามนัดทุกหน ไม่สมควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนเจ็บที่ทานยาขับปัสสาวะ ควรจะกินส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อชดเชยโปตัสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบพบหมอด้านใน 1 วัน หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังต่อไปนี้  ปวดหัวมากมาย อ่อนล้าอย่างมากกว่าธรรมดามากมาย เท้าบวม (ลักษณะของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคเส้นโลหิตหัวใจ ซึ่งจำเป็นต้องพบหมอฉุกเฉิน) แขน โคนขาแรง กล่าวไม่ชัด ปากเบี้ยว อาเจียน อ้วก (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องเจอแพทย์รีบด่วน)

  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคความดันเลือดสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประเด็นการรับประทาน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              กินอาหารที่มีสาระ ครบ 5 กลุ่ม ในปริมาณที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารประเภทไม่หวานมากมายให้มากมายๆ
-              บริหารร่างกาย โดยออกยาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกดูเหมือนจะทุกวัน
-              ลดจำนวนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักผ่อนให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี ต่อไปตรวจสุขภาพบ่อยมากตามแพทย์ แล้วก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดของกินเค็ม หรือเกลือ น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารพวกผัก และผลไม้เยอะขึ้น
คำแนะนำสำหรับเพื่อการลดการบริโภคเกลือรวมทั้งโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนแนวทางในการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดองและก็อาหารสำเร็จรูป
หากจำเป็นต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรอ่านฉลากของกินทุกหน แล้วก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับราษฎรทั่วๆไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้เตรียมอาหารให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือและเครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศรวมทั้งสมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ เป็นต้นว่า หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหยี แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรสต่างๆได้แก่ ซอส  ซีอิ๊วขาวแล้วก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองอาหารก่อนกิน ฝึกฝนการทานอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหา

9

สมุนไพรสบู่ดำ
สบู่ดำ Jatropha curcas Linn.
บางถิ่นเรียก สบู่ดำ สบู่มัน สลอดดำ สลอดป่า สลอดใหญ่ สี่หลอด (กลาง) พมักเยา มะเยา มะหัว มะหุ่งฮั้ว มะโห่ง หงเทก (เหนือ).
ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวปนเทา เปลือกเรียบ หมดจด. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปออกจะกลม หรือ ไข่ป้อมๆกว้าง 7-11 เซนติเมตร ยาว 7-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลม  ขอบใบเรียบ หรือ มีรอยหยัก 3-5 หยัก ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบออกจากจุดเดียวกันที่โคนใบ 5-7 เส้น ตามเส้นใบมีขนอ่อนปกคลุม ก้านใบยาว 6-18 ซม. ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อที่ยอด และก็ตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกยาว 6-10 ซม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ ยาว 4-5 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านในหลอดมีขน เกสรผู้ 10 อันเรียงเป็น 2 วงๆละ 5 อัน อับเรณูตั้งชัน. ดอกเพศเมีย กลีบดอกไม้ไม่ชิดกัน รังไข่ และก็ท่อรังไข่เกลี้ยง บางเวลาก็มีเกสรผู้ฝ่อ 5 อัน; ด้านในรังไข่มี 2-4 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล กลม เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 2.5 ซม. แก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 2 กลีบ. เมล็ด รูปกลมรี สีดำ ผิวเกลี้ยง.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันทั่วไปเป็นรั้วบ้าน.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากกินเป็นยาแก้ท้องเสีย ทำให้อ้วก ระบาย รวมทั้งใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ ต้น น้ำยางต้นสดใช้เป็นยาห้ามเลือด ออกฤทธิ์เหมือนสารชนิด collodion ใช้เฉพาะที่ สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร รวมทั้งแก้โรคผิวหนังบางจำพวก แขนงทุบใช้แปรงฟันแก้เหงือกบวมอักเสบ ใบ ยาชงกินแก้ไอ ส่วนน้ำสุกใบกินเป็นยาฟอกโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องเดิน ลดไข้ แก้ไอ อมบ้วนปากช่วยให้เหงือกแข็งแรง ทาแก้คัน รวมทั้งทาด้านนอกช่วยขับนม น้ำคั้นใบใช้ทาท้องเด็กแก้ธาตุพิการ หรือ ใช้ทาเช็ดนวดแก้เมื่อยกล้ามเนื้อ ทาแผลเรื้อรัง ทาฝี ลดอาการอักเสบ ผลรวมทั้งเมล็ด ผลกินเป็นยาถ่ายพยาธิ แก้บิด ท้องเดิน รวมทั้งแก้อาการอยากกินน้ำ ส่วนเมล็ดเป็นพิษมากมาย มีคุณสมบัติเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์กัดทำลาย ใช้ทางยาเป็นยาถ่าย โดยกินเมล็ดที่กะเทาะเปลือกออกแล้วนำมาปิ้งไฟเล็กน้อย จำนวน 3-5 เม็ด สกัดได้น้ำมันครึ่งระเหย กินเป็นยาถ่ายอย่างแรง ทำให้คลื่นไส้ แก้น้ำเหลืองเสีย ตับอักเสบทาเฉพาะที่แก้คัน บวมแดง รวมทั้งน้ำมันนวดที่จัดแจงขึ้นจากน้ำมันเม็ด 1 ส่วน ผสมกับ Bland oil 3 ส่วน ใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ แก้คัน แก้เมื่อย และทาบาดแผลเล็กๆน้อยๆ

10

สมุนไพรฮอมคำ
ฮอมคำ Dichroa febrifuga Lour.
บางถิ่นเรียกว่า ฮอมคำ ฮอมป่าดง (ภาคเหนือ) คุณยายบ้าใหญ่ (นครศรีธรรมราช)
    ไม้พุ่ม สูง 1.5-2.5 ม. ไม่มีหูใบ ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรี ปนขอบขนาน รูปหอก หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 2.5-12.5 เซนติเมตร ยาว 7.5-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจะ เนื้อใบบาง สีเขียวเข้ม ด้านบนมีขนกระจาย ด้านล่างตามเส้นใบมีขนละเอียด เส้นใบมี 7-8 คู่ เล็กแล้วก็โค้ง ก้านใบเล็ก ยาว 1.5-6 เซนติเมตร ชอบเจือสีน้ำเงินเรื่อๆดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ที่ง่ามใบใกล้ยอด เป็นช่อแบบกระจัดกระจาย ยาว 4-15 เซนติเมตร มีขน ก้านดอกยาว 3-8 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงโคนชิดกันเป็นหลอดยาว 2.5-4 มิลลิเมตร เกลี้ยง หรือ มีขนห่างๆปลายแยกเป็นกลีบเล็กๆ5-7 กลีบ มีขนาดเล็กและสั้นกว่า [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบดอกไม้มาก กลีบดอกรูปขอบขนาน มี 5-7 กลีบ ปลายแหลม หรือมน สีฟ้าอ่อนถึงสีน้ำเงินเข้ม ยาว 6-10 มม. หมดจด เกสรเพศผู้มี 10-12 อัน สีน้ำเงิน ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 3-5 แฉก รังไข่มี 3-5 ช่อง ผล เป็นประเภทผลสด เนื้อนุ่ม สีน้ำเงิน เม็ดรูปไข่กลับ ขนาดเล็ก มีเยอะมากๆ

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นบนภูเขา สูง 1,800 มัธยม ขึ้นไป
คุณประโยชน์ : ราก รวมทั้ง ยอดอ่อน ต้มน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ ทำให้อาเจียน แล้วก็บำรุงร่างกาย เมื่อกินน้ำยางจากใบแล้วก็รากสดจะก่อให้คลื่นไส้ แต่ถ้ารับประทานกับเหล้าไวน์ หรือ ต้มนิดหน่อย ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน น้ำสุกราก กินแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ต้น ยาต้มเปลือกต้นและยอดอ่อน รับประทานเป็นยาลดไข้

11

สมุนไพรโหระพา
โหระพา Ociumum basilicum L.
บางถิ่นเรียก โหระพา (ทั่วไป) ห่อกวยดวงไม่ดี ห่อวอซุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิวขาว (งู-แม่ฮ่องสอน)
ไม้ล้มลุก สูง 30-100 ซม. ทุกส่วนมีกลิ่นหอมหวน ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นแล้วก็กิ่งเป็นสี่เหลี่ยมมนๆสีม่วง หรือเขียวอมม่วง สะอาด หรือเมื่อยังอ่อนอยู่มีขน ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรี กว้าง 1.2-3 เซนติเมตร ยาว 3-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบของใบเรียบ หรือบางทีก็อาจจะหยักแบบฟันเลื่อยห่างๆหมดจดหรือมีขน ก้านใบยาว 1-3 ซม. สมุนไพร  ดอก สีขาวอมม่วง ออกเป็นช่อกระจะที่ยอด ยาว 5-25 ซม. ริ้วแต่งแต้มรูปไข่หรือรูปไข่ปนรูปใบหอก ยาว 9-10 มม. ก้านดอกย่อยยาว 5-7 มม. กลีบเลี้ยงยาว ราว 4 มม. (เมื่อสำเร็จยาว 5-6 มิลลิเมตร) เชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็นปาก ปากบนแบนใหญ่ รูปค่อนข้างจะกลม มีส่วนแผ่ขยายออกไปคล้ายปีกที่โคน ปากข้างล่างยาวกว่าปากบน มีหยักแหลม 4 หยัก กลาง 2 หยักยาวแหลม มีขนทั้งยังด้านนอกและก็ข้างใน กลีบดอกยาว 7-12 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นปาก ปากบนมีหยักมนๆ4 หยัก ขนาดไล่เลี่ยกัน มีขนสีขาว ปากด้านล่างยาวกว่าปากบน ขอบเรียบ กึ่งกลางเว้าเป็นแอ่งบางส่วน ข้างนอกมีขนสีขาว เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่บนยาวกว่าคู่ด้านล่าง ติดอยู่ที่หลอดดอกใกล้โคนดอก บริเวณใกล้โคนก้านเกสรคู่บนมีติ่ง ที่ติ่งมีขน เกสรคู่ข้างล่างติดอยู่ใกล้ปากหลอดดอก ไม่มีติ่ง อับเรณูมี 2 พู เชื่อมต่อกัน ก้านเกสรเพศเมียสีขาวอมม่วง ปลายแยกเป็น 2 แฉก ผล เล็ก แข็ง รูปรี หรือขอบขนานปนรี ยาวโดยประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกทั่วไปเป็นพืชสวนห้องครัว และปลูกเพื่อการค้า
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาบำรุงธาตุสำหรับเด็ก และก็ใช้เป็นยาลดไข้ ใบ กินได้ มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่นของกิน เป็นยาฝาดสมาน แก้บิด บำรุงร่างกาย ขับลม ช่วยในการย่อย ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ผสมกับขิงและก็พริกไทยขาว รับประทานลดไข้ เป็นยาบำรุงปลายประสาท แก้โรคไต แก้หวัด น้ำคั้นจากใบใช้ทาผิวหนังแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน หยอดหูแก้ปวด  น้ำมันที่กลั่นได้จากใบ ใช้เป็นยาปกป้องแมลงและก็ฆ่าแบคทีเรียบางจำพวก ดอก เป็นยาขับลม ขับฉี่ ยาบำรุง แก้ไอในเด็ก เมล็ด เป็นยาเย็น ทำเป็นยาชงแก้บิด ท้องเสีย ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และก็เป็นยาระบาย

Tags : สมุนไพร

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรอบเชยญวณ[/url][/size][/b]
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วๆไป) ประพรมเส็ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
      ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 มัธยม ทรงพุ่มกว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 มัธยม เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบ เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน เนื้อไม้สีน้ำตาลปนแดง ใบ คนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน เนื้อใบค่อนข้างจะดก ข้างบนสีเขียวเข้ม วาว ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราว 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และก็ตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวโดยประมาณ 5 ซม. สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ด้านนอกหมดจด ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 หันหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันออก ภายนอก ก้านเกสรออกจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างแล้วก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ข้างในสุด รูปร่างคล้ายหัวลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว โดยประมาณ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ผล รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มม. สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์พืชที่ขึ้นได้ทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อน
คุณประโยชน์ : ต้น กลั่นเนื้อไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อป้องกันแมลงบางชนิด เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางประเภท ฆ่าเชื้อโรคบางชนิด ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด แล้วก็ขับลม ใช้ทาถูนวดแก้ปวดรวมทั้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกะตังใบ[/url][/size][/b]
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (จ.กรุงเทพฯ จันทบุรี จังหวัดเชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) ตองจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (ตรัง)
         ไม้ต้น หรือ ไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 ม. ลำต้นหมดจด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขน (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงไม่น้อยเลยทีเดียว หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร มักจะเกลี้ยง หรือมีขนเรี่ยราย หูใบตกง่าย ก่อให้เกิดรอยแผลเป็นสามเหลี่ยมกว้าง แกนกลางใบยาว 10-35 ซม. สะอาด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 ซม. ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า เล็กน้อย สมุนไพร ขอบใบจะมน หรือจะแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบดกปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มิลลิเมตร สะอาด หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 เซนติเมตร ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. สะอาด หรือมีขนบางส่วน ริ้วเสริมแต่งมีตั้งแต่ว่าสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มม. เชื่อมชิดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่ที่หลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เม็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องร่วง แก้บิด ขับเหงื่อ รวมทั้งเป็นยาเย็น แก้อาการอยากกินน้ำ ใบ ย่างไฟให้เกรียม ใช้พอกหัว แก้วิงเวียน งงงัน ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยกล้าม และแก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนรับประทานเป็นยาช่วยย่อย ผล กินได้

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2017, 09:37:28 AM »

ไอ้เข้
ตะไข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีผัวหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำและก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ เหมือนเคยหาเลี้ยงชีพในน้ำ จระเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ภาคใต้เรียกเข้ ในตำราเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมวิธานนั้น  จระเข้ที่จัดอยู่ในตระกูลตะไข้ (Crocodylidae) มีทั้งหมด ๒๒ ประเภท  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. ตระกูลย่อยจระเข้ (Crocodylinae) มีทั้งสิ้น ๑๔ ประเภท แบ่งเป็น ๓ สกุล ไอ้เข้ที่พบในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลตะไข้ (Crocodylus) มีทั้งปวง ๑๒ ชนิด เจอในประเทศไทยเพียงแต่ ๒ ประเภท แล้วก็สกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแต่ ๑ จำพวก
๒.ตระกูลย่อยไอ้เข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งหมดทั้งปวง ๗ จำพวก  จัดแบ่งเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในวงศ์ย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกันแต่ว่าไม่เหมือนกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันข้างล่าง  ฟันล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เนื่องจากว่าฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันข้างบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนและฟันล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาด้านนอก  แลเห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.ตระกูลย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียงแค่ ๑ สกุล รวมทั้งมีเพียงแต่ ๑ ชนิดเพียงแค่นั้น เป็นตะโขงประเทศอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  พบตามแหล่งน้ำจืดชืดรวมทั้งแม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของอินเดีย  ประเทศปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูเขาฏาน รวมทั้งเมียนมาร์  แต่ว่าไม่เจอในไทย
สมุนไพร อดีตเจอไอ้เข้อยู่ตามป่าริมน้ำ  ลำห้วย  คลอง  หนอง  สระ  เคยมีเป็นจำนวนมาก  จึงมีการจับไอ้เข้มากินเป็นอาหารรวมทั้งใช้ส่วนต่างๆของจระเข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันเมื่อมีคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ  ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป  ในขณะที่จำเป็นจะต้องจริงเป็นการใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินสำหรับเลี้ยงชีพรวมทั้งที่พักที่อาศัย  แล้วก็ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้ปริมาณจระเข้ในธรรมชาติลดน้อยลงมากจนแทบสิ้นซากไปจากธรรมชาติ  คงพบบ้างตามแหล่งน้ำในเขตอนุรักษ์บางแห่ง แต่  เป็นโชคดีที่ถึงแม้ว่าตะไข้จวนสิ้นซากไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่นักธุรกิจของเราก็ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ไอ้เข้  ทำให้มีจำนวนไอ้เข้มากยิ่งขึ้น เปลี่ยนเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยาก  รวมทั้งให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์จำพวกนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากไอ้เข้ที่เนื่องจากว่าจำพวกขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไอ้เข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังตะไข้  เปลี่ยนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวในขณะที่เป็นคนไทยรวมทั้งเป็นคนต่างประเทศให้มาเยี่ยมชมปีละไม่น้อยเลยทีเดียวๆ
ไอ้เข้ในประเทศไทย
ไอ้เข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ จำพวก คือ สกุลจระเข้ (Crocodylus) มี ๒ ชนิด อาทิเช่น จระเข้น้ำจืดหรือตะไข้สระ (Crocodylus siamensis Schneider)  กับตะไข้น้ำเค็มหรือตะไข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  และสกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ จำพวกหมายถึงตะโขงหรือไอ้เข้ปากนกกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีสามีหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกหัวขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายและใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำตะไข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังถึงพื้นเพียงแค่นั้น)
๑.ไอ้เข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นจระเข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นคือมีแถวเกร็ดนูนบนท้ายหอย  และมีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาทั้ง ๒ ข้าง ไอ้เข้ชนิดนี้พบอาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง สระ แล้วก็แม่น้ำ  โดยเฉพาะบ่อน้ำที่แยกออกมาจากแม่น้ำ  รวมทั้งสายธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบมากที่บ่อน้ำบอระเพ็ด  แต่เดี๋ยวนี้เกือบจะไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  ตะไข้ประเภทนี้กินปลาเป็นของกินหลัก  โตเต็มกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  สืบพันธุ์ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมี.ค. ตัวเมียออกไข่ในเดือนเมษายนแล้วก็พ.ค.  ตกไข่ทีละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำทะเล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาจระเข้ที่ยังมีเผ่าพันธุ์อยู่ในปัจจุบัน  ลำตัวบางทีอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  รอบๆกำดันไม่พบแถวเกร็ดนูนดังเช่นว่าที่พบในทะเลน้ำจืด  และก็รอบๆหน้าผากมีสันซีดๆคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าพบกัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   เพศผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวภรรยาโตสุดกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียวางไข่ครั้งละราวๆ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่ผิดแผกแตกต่าง จระเข้น้ำจืด ไอ้เข้น้ำทะเล
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่ได้ส่วนนัก เรียวยาว สมส่วนกว่า
๒.ส่วนหัว รูปสามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง แล้วก็เป็นสันมากกว่า สามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาข้างหลัง พังผืดมองเห็นไม่ชัด  มีพังผืดเห็นได้ชัดราวกับขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ไอ้เข้ปากกระทุงเหว เป็นตะไข้พันธุ์ที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ประเภทหนึ่งของไทย ลำตัวอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่าย จระเข้จำพวกนี้เจอเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำแล้วก็หนองน้ำจืดชืดที่มีรอบๆติดต่อกับแม่น้ำ อาจพบได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีรายงานว่าเจอจระเข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาจำพวกสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้ไฟโต๊ะแดง จังหวักจังหวัดนราธิวาส แต่ว่าเจอเพียงแค่ที่ละ ๑-๒ ตัว ไอ้เข้ชนิดนี้กินปลาแล้วก็สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นของกิน โตสุดกำลังเมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียออกไข่ครั้งละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  รวมทั้งฟักเป็นตัวในฤดูฝน
๔.จระเข้ลูกผสม  เป็นจระเข้ผสมรหว่างไอ้เข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำเค็ม ชาวไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมจระเข้ ๒ ประเภทนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน จระเข้พันธุ์ผสมมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด และก็นิสัยที่ดุร้ายเหมือนตะไข้น้ำทะเล แต่ว่ามีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากยิ่งกว่า ๑,๒๐๐ กก.) จัดเป็นไอ้เข้จำพวกที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ไอ้เข้พันธุ์ผสมเริ่มวางไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ออกไข่ราวทีละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากยิ่งกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำเค็ม ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีตกไข่ราวครั้งละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ดกกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง และก็เมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปตกไข่ครั้งละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของตะไข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจระเข้เกิดและก็มีพัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีกลาย  ตอนนี้มีตะไข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ประเภท กระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั่วทั้งโลก  โดยยิ่งไปกว่านั้นรอบๆที่มีอุณห๓มิเฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ตะไข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในช่วงฤดูร้อนหรือในกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในช่วงฤดูหนาวก็เลยออกมาผึ่งแดด เหมือนปกติถูกใจนอนบนริมฝั่งน้ำที่สงบเงียบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาหรือภูมิอากาศ  เป็นต้นว่า  ก่อนกำเนิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะส่งเสียงร้องออกจากลำคอเหมือนเสียงคำรามของสิงโต  รวมทั้งตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ตะไข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แม้กระนั้นโตสุดกำลังและผสมพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อแก่ราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแยกเป็นชนิดและประเภทตะไข้เพศผู้แล้วก็จระเข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะด้านนอกเมื่อไอ้เข้มีอายุตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป ไอ้เข้เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเท่านั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นหน้าหนาว  คือในราวธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์  เมื่อสืบพันธุ์กัน  ตัวผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและก็ตวัดหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาผสมพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที ตะไข้ตัวเมียท้องราว ๑ เดือน  และเริ่มออกไข่ในราวเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม  ตะไข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย  แล้วก็ใกล้แหล่งน้ำ  แล้วกวาดเอาใบไม้และต้นหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ เซนติเมตร กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับวางไข่  จากนั้นก็เลยขุดหลุมตรงกลางแล้วออกไข่ โดยใช้เวลาตกไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อออกไข่เสร็จก็เลยกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดนิดหน่อย  แต่เล็กมากยิ่งกว่าไข่ห่าน จระเข้ตัวเมียออกไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่ไอ้เข้แต่ละชนิดก็แตกต่างกัน เมื่อครบกำหนดช่วงเวลาฟักไข่  ลูกจระเข้จะร้องออกจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่ไอ้เข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนถึงไข่ ลูกไอ้เข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่สามารถที่จะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่จระเข้จะคาบไข่ไว้ภายในปากและขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้แรกเกิดมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  เซนติเมตร   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมแล้วก็ใช้กัดได้แล้ว และมีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นของกินได้อีกราว ๑0  วัน เมื่ออาหารหมดและจระเข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารกินเอง จระเข้มีระบบย่อยของกินที่ดีเยี่ยม สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ จระเข้เมื่อโตเต็มที่มีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันข้างล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่แตกหน่อขึ้นมาแทนที่ในช่วงเวลาไม่นาน ฟันตะไข้เป็นกรวยทับกันเป็นชุดๆอยู่ด้านในเหงือก ๓ ชุด ตะไข้มีลิ้นติดกับพื้นปาก เมื่อจระเข้อ้าปากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากด้านล่าง   รอบๆนั้นเป็นจุดที่จระเข้ใช้บอกความไม่เหมือนของรสของกินที่กินเข้าไป ส่วนลึกในช่องปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อคุ้มครองป้องกันน้ำถูกคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกจระเข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลาดำน้ำจะปิดสนิทเพื่อป้องกันน้ำเข้าจมูก ตะไข้หายใจและดมด้วยจมูก ในช่องปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ภายใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ตะไข้มี ๔  ขา แต่ขาสั้น มองไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว จระเข้ไม่สามารถที่จะคลานไปไหนได้ไกลๆแม้กระนั้นในระยะสั้นๆทำเป็นเร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อจำเป็น จระเข้สามารถคลานลงน้ำและว่ายได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ไอ้เข้จะขับเคลื่อนเข้าพบเหยื่ออย่างช้าๆ ราวกับท่อนไม้ลอยน้ำมา เมื่อได้โอกาสและระยะทางพอควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันตะไข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อแล้วก็ฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับบดของกิน
ตะไข้สามารถลอยน้ำได้โดยการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพยุงตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำและหางโบก แต่ว่าในการพุ่งตัวรวมทั้งว่ายน้ำด้วยความรวดเร็วนั้น   ไอ้เข้ใช้เพียงแต่หางอันมีพลังโบก ไปมาอย่างเร็วเพื่อตัวพุ่งไปด้านหน้า ไอ้เข้มีความรู้และความเข้าใจสำหรับเพื่อการมองเห็นที่ดีรวมทั้งไวมากมาย สามารถมองภาพได้  ๑๘0  องศา ทั้งสามารถเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของตะไข้มีความไวและก็เร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ไอ้เข้ยังลืมตาแล้วก็มองเห็นในน้ำได้  เมื่อจระเข้ดำน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อคุ้มครองการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงได้ดี หูไอ้เข้เป็นร่องอยู่ข้างนัยน์ตาไอ้เข้ ๒ ข้าง ยิ่งไปกว่านั้นไอ้เข้ยังรับทราบอันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการสั่นสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่านา
« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 09:50:58 AM »

เต่าทุ่งนา
เต่าทุ่งนา (Asian snail – eating turyle) เป็นเต่าน้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malayemys subtrijuga(Gray)
จัดอยู่ในสกุล Emydidae
เป็นเต่าขนาดตรงกลาง ตัวโตเต็มกำลังมีกระดองยาวราว ๒๑ ซม. กว้างราว ๑๕ เซนติเมตร และสูงราว ๑๐ เซนติเมตร หัวออกจะโตมากจนกระทั่งดูไม่สมตัว หัวมีลายขาวยาวๆตลอดกาลจนกระทั่งข้างคอ กระดองบนมีสันตามแนวยาว ๓ สัน สีบนข้างหลังเป็นสีน้ำตาลดำ ขอบกระดองมีเกล็ด ช่วงท้ายกลมมน ไม่หยักแหลม ตัวอ่อนมีลายเกล็ดบนกระดองใต้ท้อวเป็นแถบดำผสมแดงแถบใหญ่ แม้กระนั้นเมื่อโตขึ้นจะเลือนลางจางหาย สมุนไพร  เปลี่ยนไปที่ขอบกระดองสีขาวๆระหว่างนิ้วมีพังผืดกางเต็ม เพศผู้อกตันเหมือนตัวเมีย แต่มีหางยาว ใหญ่กว่า เต่าประเภทนี้รับประทานลูกกุ้ง ปลา แมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นหอย พบได้จำนวนมากตามท้องนาสระหนองทั่วๆไปในทุกภาคของประเทศ

ตำราคุณประโยชน์
ยาโบราณว่า หัวเต่ามีรสจืดจาง คาว มีสรรพคุณแก้ตับทรุด แก้ม้ามห้อยม้ามโต และก็แก้เยี่ยวพิการทุพพลภาพ

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3